Khaosod
ยูเออีถอนตัวจาก OPEC และผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามใน OPEC ประกาศถอนตัวจากองค์กรอย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่วางแผนมา ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศกะทันหัน การที่อาบูดาบีเพิ่มกำลังการผลิตเกินโควตาที่ตกลงกันไว้ในช่วงหลัง เป็นหลักฐานชัดเจนของการแยกตัวที่เตรียมการไว้แล้ว การถอนตัวจากพันธมิตรเปิดทางให้ยูเออีผ่อนคลายนโยบายด้านอุปทานและปลดข้อจำกัดโควตาการผลิต
Key facts
- ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยูเออีแสดงความไม่พอใจกับเพดานการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นนโยบายที่ซาอุดีอาระเบียมีบทบาทผลักดันเป็นหลัก ความตึงเครียดดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในปี 2564 เมื่อยูเออีขัดขวางข้อตกลงสำคัญของ
- ครบรอบ49ปี สำนักหอสมุด มก. เปิดตัว Learning Space พื้นที่ที่ใช่ สร้าง 'ไอเดียดีๆ'
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสามใน OPEC ประกาศถอนตัวจากองค์กรอย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่วางแผนมา ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศกะทันหัน
- การถอนตัวของยูเออีอาจจุดชนวนปรากฏการณ์โดมิโน กระตุ้นให้สมาชิกอื่น ๆ ถอนตัวตาม และทำให้อำนาจในการกำหนดราคาของ OPEC หรือ OPEC+ อ่อนแรงลง เวเนซุเอลา ซึ่งมีน้ำมันสำรองมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล (ประมาณ 17% ของปริมาณสำรองทั่วโลก)
- ตั้งแต่ปลายปี 2567 ยูเออีผลิตน้ำมันเฉลี่ยมากกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเกินโควตา OPEC+ เมื่อเข้าสู่ปี 2568 การผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะนี้กำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 4.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- การถอนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอินโดนีเซีย (2559) กาตาร์ (2562) เอกวาดอร์ (2563) และแองโกลา (2566) เคยถอนตัวไปก่อนหน้าเพื่อแสวงหาอิสระในการกำหนดนโยบายของตนเอง อย่างไรก็ตาม การถอนตัวของยูเออีมีนัยสำคัญมากกว่า โดยส่งสัญญาณว่า OPEC
Summary
การถอนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอินโดนีเซีย (2559) กาตาร์ (2562) เอกวาดอร์ (2563) และแองโกลา (2566) เคยถอนตัวไปก่อนหน้าเพื่อแสวงหาอิสระในการกำหนดนโยบายของตนเอง อย่างไรก็ตาม การถอนตัวของยูเออีมีนัยสำคัญมากกว่า โดยส่งสัญญาณว่า OPEC อาจมีอำนาจในการกำกับราคาน้ำมันโลกอ่อนลง โดยเฉพาะหากสมาชิกสำคัญรายอื่นเดินตาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยูเออีแสดงความไม่พอใจกับเพดานการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นนโยบายที่ซาอุดีอาระเบียมีบทบาทผลักดันเป็นหลัก ความตึงเครียดดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในปี 2564 เมื่อยูเออีขัดขวางข้อตกลงสำคัญของ OPEC+
สมาชิก OPEC โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย มีแรงจูงใจสูงที่จะสนับสนุนให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีความต้องการการลงทุนภายในประเทศขนาดมหาศาล การประเมินระบุว่า ราคาน้ำมันจุดคุ้มทุนทางการคลังของซาอุดีอาระเบียอยู่ที่ราว 85–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงเกิดแรงกดดันให้ต้องควบคุมอุปทานอย่างเข้มงวด ในทางตรงกันข้าม กำลังการผลิตของยูเออีสูงกว่าโควตาอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนราว 150,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2570