Krungthep Turakij
คนกลางคือผู้ชนะ? เมื่อมหาอำนาจ 'จีน - สหรัฐ' แข่งกันยุติสงคราม
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
คนกลางคือผู้ชนะ? เมื่อมหาอำนาจ "จีน - สหรัฐ" แข่งกันยุติสงคราม เขียนโดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
Key facts
- ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เกิดเหตุการณ์ที่น่าสังเกตสองอย่างในห้วงเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ประกาศความคืบหน้าในการเจรจายุติ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และ จีน ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจา นิวเคลียร์อิหร่าน "สองประกาศ
- พื้นที่ที่ จีน ทำไม่ได้ในยูเครน ทรัมป์เข้ามาเติมแทน เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวในปี 2025 บทบาทของสหรัฐต่อยูเครนพลิกหน้ามืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากที่เคยหนุนหลังยูเครนอย่างแข็งขันในยุคโจ ไบเดน
- บริบทครั้งนี้ต่างจากยุคนิกสันอย่างมีนัยสำคัญ จีนกับรัสเซียในปัจจุบันไม่ได้มีความขัดแย้งภายในที่รอการงัดออก แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันลึกมาก หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือเพียง 5 วันหลัง ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026
- ถ้าวางเหตุการณ์ทั้งหมดเรียงกันในช่วงเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์ของเดือนพฤษภาคม 2026 ภาพที่ออกมายากที่จะอธิบายด้วยความบังเอิญเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นลำดับเหตุการณ์ที่สะท้อนการจัดวางจังหวะทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ทรัมป์ประกาศหยุดยิงในยูเครน
- มัน เพราะในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน การยุติสงครามได้คือใบรับรองอำนาจนำที่มีค่าที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทั้งจีน สหรัฐ และปากีสถาน ต่างแข่งกันชิงบทบาทนี้ในเวลาเดียวกัน และไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญเลย
- หลังสงครามเย็นสิ้นสุด สหรัฐครองโลกในฐานะมหาอำนาจขั้วเดียว แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โลกเริ่มเคลื่อนสู่ความเป็นหลายขั้ว จีนผงาดขึ้น รัสเซียฟื้นตัว และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือโลกใต้ (Global South) เริ่มมีเสียงมากขึ้น
- จีนในประเด็นยูเครน-รัสเซีย เมื่อจีนติดกับดักความน่าเชื่อถือของตัวเอง
- ทรัมป์แย่งบทในยูเครน แต่ต้องพึ่งจีนในอิหร่าน
Summary
สงครามสองสนามที่ดำเนินอยู่พร้อมกันจึงไม่ใช่แค่วิกฤติมนุษยธรรม แต่เป็นเวทีทดสอบว่า ใครมีบารมีพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายวางอาวุธได้
ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้วแบบนี้ อำนาจไม่ได้วัดจากจำนวนหัวรบหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่วัดจากสิ่งที่ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า Legitimacy หรือความชอบธรรม ว่าประเทศอื่นยอมรับให้คุณมีสิทธิ์นำหรือไม่ และหนึ่งในวิธีสร้างความชอบธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็น ผู้ยุติสงคราม ได้สำเร็จ
บริบทครั้งนี้ต่างจากยุคนิกสันอย่างมีนัยสำคัญ จีนกับรัสเซียในปัจจุบันไม่ได้มีความขัดแย้งภายในที่รอการงัดออก แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันลึกมาก หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือเพียง 5 วันหลัง ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ปูตินก็บินไปปักกิ่งในวันที่ 20 พฤษภาคม และทั้งสองออกแถลงการณ์ร่วมประกาศสร้าง "โลกหลายขั้วและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใหม่"