← Back to KHAO

ดีเดย์ 3 มิ.ย. เปิดทดลองใช้ ทางลอดแยกนครราชสีมา เฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ บรรเทารถติดโคราช

3 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

Matichon Weekly

จากกรณีความคืบหน้าการแก้ปัญหาจราจรคับคั่ง บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข (ทล.) 2 ถนนมิตรภาพ ช่วงผ่านตัวเมืองโคราช บริเวณทางแยกนครราชสีมา (บิ๊กซี) และทางแยกประโดก (พีกาซัส) เฉลี่ยต่อวันมีปริมาณรถแล่นผ่านกว่า 4 หมื่นคัน ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเวลากว่า 15 ปี กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอโครงการบริเวณจุดตัด ทล.2 กับถนนช้างเผือก (แยกประโดก) และบริเวณ ทล.2 กับ ทล.224 ถนนราชสีมา-โชคชัย (แยกนครราชสีมา)

Key facts

Summary

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่สำนักงานควบคุมโครงการก่อสร้างทางลอดแยกประโดกและทางลอดแยกนครราชสีมา ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผู้แทนกรมทางหลวง ประกอบด้วย สำนักก่อสร้างสะพาน, สำนักสำรวจและออกแบบ, สำนักงานทางหลวงที่ 10 นครราชสีมา, แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 2 และนายช่างผู้ควบคุมโครงการก่อสร้างทางลอดแยกนครราชสีมา ประชุมหารือกับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนคร (ทน.) นครราชสีมา, พ.ต.ท.อธิสรรค์ โพธิ์ศรี รอง ผกก.จราจร สภ.เมืองนครราชสีมา และผู้แทนภาครัฐ-เอกชน

ต่อมา ครม.อนุมัติงบประมาณ 849 ล้านบาท ให้ดำเนินก่อสร้างโครงการทางลอดแยกประโดก รองรับการจราจรขาเข้า-ออกตัวเมืองนครราชสีมา จำนวน 6 ช่องจราจร ระยะทาง 1,750 กิโลเมตร บริษัท อึ้งทงกี่ จำกัด เป็นผู้รับจ้าง ใช้เวลา 1,080 วัน งบประมาณ 849 ล้านบาท และทางลอดแยกนครราชสีมา รองรับการจราจรจาก จ.ขอนแก่น เลี้ยวขวาไป จ.สระบุรี จำนวน 2 ช่องจราจร รวมระยะทาง 1,181 เมตร เริ่มต้นบริเวณหน้าศูนย์เพาะชำเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา ถึงหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงพีที โดยมี บริษัท รัชตินทร์ จำกัด

นพ.วรรณรัตน์ระบุว่า กรมทางหลวงต้องเน้นประชาสัมพันธ์ชี้แจงสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจ กับคำถามห้ามรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มี 4 ล้อ ขึ้นไป เนื่องจากทางลอดแยกประโดกเป็นเส้นทางหลักก่อนเข้าสู่ทางลอดแยกนครราชสีมา รถทุกชนิดสามารถใช้ทางลอดได้ ไม่ได้กำหนดชนิดรถแต่อย่างใด ส่วนภาพรวมโครงการ ผลงานก้าวหน้า 99% ขณะนี้อยู่ระหว่างตีเส้นจราจรและเก็บรายละเอียดงานความปลอดภัยภายในทางลอด คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงเย็นวันนี้

Read full article at Matichon →