Krungthep Turakij
'คมนาคม' สรุปเหตุเครนถล่ม เคาะไม่เลิกสัญญา ITD เดินหน้าสร้างต่อ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีคานปูน และเครนพังถล่ม ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ถนนพระราม 2 และเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ตกทับขบวนรถไฟ สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์คานปูน และเครนพังถล่ม ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2569 เวลา 09.15 น. เครนยักษ์ที่ใช้ในการก่อสร้างสะพาน พร้อมกับชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปน้ำหนักรวมหลายร้อยตันได้พังถล่มลงมาทับถนนพระราม 2 บริเวณ กม.30+300 ตำบลท่าจีน อำเภอเมือง
Key facts
- ไม่ขอปิดการเดินรถ (Window Time) โดยไม่มีการแจ้ง รฟท. เพื่อขอระงับการเดินรถในขณะที่ทำงานเหนือทางรถไฟ ทั้งที่สัญญากำหนดชัดเจนว่าต้องทำหลักฐานเดียวที่พบคือ หนังสือขอ Window Time ระหว่างวันที่ 20 - 30 มกราคม 2569 ซึ่งช้ากว่าวันเกิดเหตุถึง 6 วัน
- เริ่มงานโดยพลการ โดยไม่มีใบอนุมัติ วิศวกรสนามสั่งให้ทีมงานเริ่มตั้งแต่ 08.00 น. โดยไม่รอใบอนุมัติทำงาน (Work Permit) และไม่แจ้งวิศวกรผู้ควบคุม โดยอ้างว่าผู้ควบคุมงานมาสาย เวลา 10.00 น. และที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทักท้วง
- ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยเครนตามรอบที่กฎหมายกำหนด โดยกฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบทุก 3 เดือน แต่พบว่ารอบการตรวจสอบที่ผ่านมาล่าช้ากว่ากำหนด และเอกสารรับรองยังครอบคลุมแค่ชุดอุปกรณ์ยกเพียง 1 ใน 4 ชุดที่ต้องตรวจเท่านั้น
- ข้ามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในคู่มือ ไม่เลื่อนขากลาง (Middle Support) มาชิดขาหน้าก่อนขยับเครน ซึ่งเป็นขั้นตอนบังคับตามคู่มือปฏิบัติงาน วิศวกรสนาม และหัวหน้าคนงานยอมรับว่าละเว้นขั้นตอนนี้เป็นประจำโดยเห็นว่าไม่มีความเสี่ยง
Summary
ซึ่ง สะพานที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นมีความลาดเอียง ทำให้เครนหนักหลายร้อยตันจึงต้องยืนบนพื้นที่ลาดเอียงดังกล่าว ผู้รับจ้างแก้ปัญหาด้วยการนำแผ่นเหล็กหนามาซ้อนกัน 8 ชั้น สูงกว่า 80 เซนติเมตร เพื่อปรับระดับ และรองด้วยทรายอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ โครงสร้างมีการขยายตัวตามอุณหภูมิ และแผ่นเหล็กเริ่มไถลออกทีละชั้นๆ อย่างรวดเร็ว จนขาที่รองรับเครนพังทลาย ทำให้เครนทั้งหลังถล่มลงมา
โดยถล่มลงมาในระหว่างที่ประชาชนกำลังใช้เส้นทาง โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์บนถนนด้านล่าง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างแต่อย่างใด กระทรวงฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง สรุปได้ชัดเจนว่า สาเหตุหลักไม่ใช่วัสดุด้อยคุณภาพ ไม่ใช่ดินทรุด และไม่ใช่ภัยธรรมชาติ สาเหตุเกิดจากความบกพร่องในการติดตั้งที่สะสมกันหลายจุด จนนำไปสู่การพังถล่มในที่สุด
ดังนั้นเมื่อพิจารณาหลายองค์ประกอบ คณะกรรมการฯ จึงมีมติว่ายังไม่ควรบอกเลิกสัญญา เนื่องจากโครงการมีความคืบหน้าไปแล้วถึง 88% หากบอกเลิกสัญญาจะส่งผลให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ และอาจเกิดปัญหาข้อพิพาททางกฎหมาย รวมถึงการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และสำคัญที่สุดคือความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของประชาชน เพราะการทิ้งงานก่อสร้างค้างไว้บนถนนพระราม 2 ที่มีรถสัญจรตลอดเวลาจะสร้างอันตราย การคืนพื้นผิวจราจรจะล่าช้าออกไปอีก