The Standard
โต เลิม เยือนไทย: กึ่งศตวรรษความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามกับโอกาสที่ไม่ควรพลาดบนระเบียบโลกใหม่
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม โต เลิม (Tô Lâm) ในวันที่ 28 พฤษภาคม ในด้านหนึ่งดูเป็นพิธีทางการทูตในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเยือนครั้งนี้มีหมุดหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทศวรรษหน้า
Key facts
- การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม โต เลิม (Tô Lâm) ในวันที่ 28 พฤษภาคม ในด้านหนึ่งดูเป็นพิธีทางการทูตในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
- ไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายยกระดับการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 นั่นหมายความว่า การค้าระหว่างไทยและเวียดนามต้องเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
- ตัวเลขชี้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าเวียดนาม 39,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่ไทยได้รับ FDI เพียง 16,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน ช่องว่างนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วม
- ตัวอย่างในประเด็นเหล่านี้ อาทิความร่วมมือด้านความมั่นคง ปัจจุบันเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (Scam Compounds) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตามรายงานของ UNODC เมื่อต้นปี 2026
- ประเด็นประมงผิดกฎหมาย (IUU) เป็นอีกเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมอย่างชัดเจน เวียดนามถูกสหภาพยุโรปขึ้นบัญชีเตือน (Yellow Card) มาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกอาหารทะเลไปอียูปีละราว 400-500 ล้านดอลลาร์
- วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ปะทุขึ้นในต้นปี 2026 ผลักดันราคาน้ำมันดิบขึ้นสูงกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อทั้งไทยและเวียดนามที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ร้อยละ 60-70 ของน้ำมันดิบที่ทั้งสองประเทศนำเข้าผ่านช่องแคบนี้
Summary
ความมั่นคง-ผลประโยชน์ร่วม: หัวใจสำคัญของความร่วมมือ
สามเสาหลักความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม: เปลี่ยนถ้อยแถลงให้เป็นการปฏิบัติจริง
พื้นฐานของโต เลิม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (2016-2024) ทำให้เขาเข้าใจทั้งภัยคุกคามข้ามชาติและกลไกบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง ในช่วง 8 ปีที่กุมบังเหียนกระทรวงความมั่นคง เขาเป็นผู้สั่งการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน ‘เตาหลอมไฟ’ ที่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 170 คน และพัวพันกับมหากาพย์ทุจริตหลายพันล้านดอลลาร์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ นี่คือผู้นำที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด