The Standard
เมื่อสงครามดัน Bond Yield สูงขึ้น ตลาดกำลังกังวลอะไร และตราสารหนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
Key facts
- ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น
- สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้
- ธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวก็ตาม
- อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงที่จะเกิด Second-Round Effects ของเงินเฟ้อไทยยังจำกัด และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
Summary
เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่ตลาดการเงินกังวลไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกดดันเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
ในอดีต เมื่อเกิดสงคราม นักลงทุนมักจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป โดย Bond Yield ทั่วโลกกลับปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าความกังวลหลักของตลาดกลับเป็นเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากความเสี่ยงที่ผลกระทบด้านพลังงานอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาด เนื่องจากความขัดแย้งได้กระทบไม่เพียงเส้นทางขนส่ง แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางอีกด้วย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ แม้ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงได้ แต่ฝั่งอุปทาน (Supply Side) ของตลาดพลังงานอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ราคาพลังงานจึงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) ยิ่งไปกว่านั้น หากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation
สำหรับประเทศไทย เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน พลิกกลับมาขยายตัวที่ 2.89% YoY หลังจากอยู่ในระดับต่ำและบางช่วงติดลบมาต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปอาจเร่งตัวขึ้นและมีโอกาสปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ชั่วคราว ตามการทยอยส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างจำกัดภายใต้