Prachachat
พาณิชย์แจงนำเข้าข้าวโพดสหรัฐ เพื่อความมั่นคง-ดูแลไม่ให้กระทบเกษตรกร
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงกรณีบินไปสหรัฐ ลงนามสัญญานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน ยันได้รับเชิญเป็นสักขีพยานระหว่างเอกชนไทยกับสหรัฐ ชี้ไทยปลูกได้เองแค่ 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ 9 ล้านตัน แถมมาตรการเข้มปลอดเผา ทำให้นำเข้าจากเพื่อนบ้านลดลง พร้อมกำกับดูแลการนำเข้าไม่ให้กระทบเกษตรกรไทย ยันความตกลงเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ช่วยให้การเจรจาการค้าบรรลุผล
Key facts
- นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกระแสข่าวกรณีการลงนามสัญญาเพื่อนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 1 ล้านตันนั้น ยังมีข้อมูลหลายด้านที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ขอชี้แจงว่า
- การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในส่วนที่เกินจากโควตา 1 ล้านตัน จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 72% บวกค่าธรรมเนียมนำเข้า 180 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้าแข่งขันได้ยากเมื่อเทียบกับวัตถุดิบในประเทศ
- ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ตามนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง ขณะเดียวกัน สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนเพิ่มสูงขึ้น
Summary
นายกรนิจระบุว่า การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย-สหรัฐครั้งนี้ เป็นหลักประกันว่า อุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคในประเทศและเพื่อส่งออกของไทยจะมีความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละประมาณ 9 ล้านตัน ขณะที่ผลิตในประเทศได้เพียงปีละประมาณ 5 ล้านตัน ทำให้ไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงกว่าผลผลิตในประเทศประมาณปีละ 4 ล้านตัน
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏกระแสข่าวกรณีการลงนามสัญญาเพื่อนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 1 ล้านตันนั้น ยังมีข้อมูลหลายด้านที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ขอชี้แจงว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับเชิญจากภาคเอกชนไทยให้เป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างภาคเอกชนไทยกับสหรัฐ โดยการลงนามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ “ประกันความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานอาหาร”
ส่วนข้อกังวลว่าการนำเข้าสินค้าเกษตรอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า การนำเข้าสินค้าเกษตรมีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกำหนดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช และจัดทำพิธีสาร หรือ Protocol ร่วมกับประเทศคู่ค้า เพื่อกำหนดเกณฑ์ควบคุมตั้งแต่การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุต้นทาง นอกจากนี้ยังมีมาตรการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทางตามมาตรฐานสากล โดยสินค้าทุกลอตจะถูกสุ่มตรวจอย่างละเอียด ณ ด่านตรวจพืช