BBC Thai
ไทยมีหวังจะได้ก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกับกัมพูชามาใช้เร็วขึ้นไหม หลังยกเลิก MOU 44
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้าของประเทศอาจหมดลงภายใน 5-9 ปีข้างหน้า ทำให้แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาสู่สปอตไลท์อีกครั้ง นอกเหนือไปจากนโยบายเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น
Key facts
- การยกเลิก MOU 44 และมุ่งสู่การเจรจาใต้กรอบ UNCLOS จะทำให้ทั้งสองประเทศบรรลุข้อตกลงกันได้เร็วขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ OCA ?
- ร่วมกับ นายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโส และประธานการปิโตรเลียมแห่งชาติกัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2544 ซึ่งในตอนนั้นฝ่ายไทยอาศัยความสนใจในทรัพยากรปิโตรเลียมของกัมพูชา เป็นกลไกเร่งรัดการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเล โดยระบุในบันทึกความเข้าใจฯ
- ข้อพิพาทพื้นที่ OCA ระหว่างไทย-กัมพูชา คืออะไร ?
- ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าถึง 54.2% จากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยแพร่ โดยในจำนวนนี้มาจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถึง 65% ขณะที่อีกประมาณ 35%
- UNCLOS จะเอื้อให้ไทย-กัมพูชา ได้เส้นแบ่งเขตทางทะเลตามที่อ้างสิทธิหรือไม่ ?
- มีการประเมินกันว่าในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area-OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตร.กม. ในอ่าวไทยนั้น มีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท)
Summary
การตัดสินใจบันทึกทำความเข้าใจฯ ซึ่งใช้มากกว่า 20 ปี เกิดขึ้นหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก โดยทาง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง 3 เหตุผลว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจาเพียง 5 ครั้ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตาม MOU 44 ได้เลย นอกจาก MOU 44 "จะไม่สร้างประโยชน์" แล้ว ยังทำให้เกิดข้อพิพาทและความหวาดระแวงระหว่างสองประเทศ จึงจำเป็นต้องวางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งและเปิดทางให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้จริง
มีการประเมินกันว่าในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area-OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตร.กม. ในอ่าวไทยนั้น มีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) เนื่องจากส่วนหนึ่งของพื้นที่ OCA อยู่ในแหล่งปัตตานี ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอ่าวไทย
ทั้งนี้ การลากเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เนื่องจากที่ผ่านมากัมพูชายอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูดมาโดยตลอด และจากหลักฐานต่าง ๆ ชี้ว่าเกาะกูดมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.ตราดของไทย ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และอนาคตตลอดไป