← Back to KHAO

ไทยมีหวังจะได้ก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยกับกัมพูชามาใช้เร็วขึ้นไหม หลังยกเลิก MOU 44

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

คำบรรยายภาพ, แผนที่แนบท้าย MOU 2544 ซึ่งแสดงถึงเส้นประกาศเขตทางทะเลของไทยและกัมพูชา ในอ่าวไทย ซึ่งทำให้เกิด "พื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน Overlapping Claims Area (OCA)" บีบีซีไทยได้เน้นเส้นสีเพื่อความชัดเจน

ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้าของประเทศอาจหมดลงภายใน 5-9 ปีข้างหน้า ทำให้แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปทับซ้อนกันระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาสู่สปอตไลท์อีกครั้ง นอกเหนือไปจากนโยบายเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือกที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสิ่งจำเป็น

Key facts

Summary

การตัดสินใจบันทึกทำความเข้าใจฯ ซึ่งใช้มากกว่า 20 ปี เกิดขึ้นหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก โดยทาง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง 3 เหตุผลว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจาเพียง 5 ครั้ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตาม MOU 44 ได้เลย นอกจาก MOU 44 "จะไม่สร้างประโยชน์" แล้ว ยังทำให้เกิดข้อพิพาทและความหวาดระแวงระหว่างสองประเทศ จึงจำเป็นต้องวางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งและเปิดทางให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้จริง

มีการประเมินกันว่าในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area-OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตร.กม. ในอ่าวไทยนั้น มีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (คอนเดนเสท) เนื่องจากส่วนหนึ่งของพื้นที่ OCA อยู่ในแหล่งปัตตานี ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในอ่าวไทย

ทั้งนี้ การลากเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด เนื่องจากที่ผ่านมากัมพูชายอมรับอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูดมาโดยตลอด และจากหลักฐานต่าง ๆ ชี้ว่าเกาะกูดมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.ตราดของไทย ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และอนาคตตลอดไป

Read full article at BBC Thai →