The Standard
รังสิมันต์จี้รัฐบาลตามคดีฟอกเงินเครือข่ายฮุ่ยวันเพย์ ขู่ฟ้อง ม. 157 รมว. ยุติธรรมหากละเว้นตรวจจับ ฮุน โต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
สส. พรรคประชาชนตั้งกระทู้ถามความคืบหน้าคดีเครือข่ายฮุ่นวันเพย์ (Huione Pay) และกลุ่มสแกมเมอร์ พร้อมเตือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่า อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากรับทราบข้อมูลความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้นระดับสูงอย่างฮุน โต แต่ไม่มีการขยายผลทางคดี
Key facts
- คดีต่อมาคือกรณีของเบน สมิธ และภรรยา ในข้อหาฉ้อโกงหลอกลวงลงทุนมูลค่า 900 ล้านบาท ซึ่งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ได้ออกหมายจับและประสานออกหมายตำรวจสากล
- พล.ต.ท.รุทธพลชี้แจงเพิ่มเติมว่า กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ได้ตรวจพบบริษัทที่ทำธุรกรรมกับฮุ่ยวันเพย์ถูกแจ้งความดำเนินคดีกว่า 70 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 193 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5
- รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวันเพย์ โดยมี พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน
- การออกหมายจับเครือข่าย ยิม เลียก ภรรยา และพวกรวม 42 คน ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 30 คน และได้ส่งฟ้องต่ออัยการพิเศษ แม้ ยิม เลียก และภรรยาจะหลบหนี แต่ได้มีการประสานงานเพื่อออกหมายแดงแล้ว
Summary
พล.ต.ท.รุทธพลชี้แจงว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับ ยิม เลียก โดยมีพยานหลักฐานยืนยันว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับ เบน สมิธ และบริษัทฮุ่ยวันเพย์ การดำเนินการของภาครัฐแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือคดีอาญาและการยึดทรัพย์ ในส่วนของคดีอาญามีการดำเนินการ 3 คดี ได้แก่
รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถึงนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวันเพย์ โดยมี พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ตอบกระทู้แทน
สำหรับการยึดและอายัดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐาน ปปง. ได้ดำเนินการแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการยึดทรัพย์สินของกลุ่ม ยิม เลียก, เบน สมิธ และพวก รวม 68 รายการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และครั้งที่สองศาลได้สั่งยึดอายัดเพิ่มเติมอีก 34 รายการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท รวมผลการดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งสิ้น 103 รายการ คิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ต่อไป