iLaw
มติครม. สายฟ้าแลบ ลอยแพ “โฉนดชุมชน” ฉีกทิ้งตำนานการต่อสู้ 20 ปี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555 เป็นการยกเลิกแบบ “สายฟ้าแลบ”
Key facts
- โฉนดชุมชน – คือการนำที่ดินที่ได้จากธนาคารที่ดินมาจัดสรรภายใต้กติการ่วมกันของชุมชน โดยไม่ได้มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ แต่ให้อำนาจการตัดสินใจเรื่องการใช้ดินเกิดจากกลไกร่วมกันของชุมชน
- พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรมฯ – เกิดจากการต่อสู้ของภาคประชาสังคมเพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือด้านงบประมาณและทนายความให้แก่ชาวบ้านที่ถูกรัฐฟ้องร้องคดีบุกรุกป่า และไม่มีแม้กระทั่งเงินทุนสำหรับยื่นขอประกันตัว
- ดำเนินการได้กับที่ดินทุกประเภท เช่น ที่ราชพัชดุ ที่ในป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ
- ต้องรวมตัวกันเป็นชุมชน ไม่ใช่การให้สิทธิในการถือครองที่ดินแก่ปัจเจกบุคคล
- มีกลไกการจัดการโดยชุมชนผ่านคณะกรรมการที่มาจากประชาคมหมู่บ้าน การออกแบบการจัดโซนนิ่ง (Zoning) ทั้งพื้นที่ทำกินและพื้นที่อนุรักษ์ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลไกรัฐ เช่น ผู้ใหญ่บ้านจะมีสถานะเป็นเพียงที่ปรึกษาเท่านั้น
- ไม่สามารถนำที่ดินภายใต้โฉนดชุมชนไปขายต่อได้
Summary
5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555 เป็นการยกเลิกแบบ “สายฟ้าแลบ”
ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินส่งผลให้ประชาชนที่เพียงต้องการใช้ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรต้องกลายเป็น ‘ผู้บุกรุก’ และกลายเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายในผืนดินที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยบุกเบิกและอยู่อาศัยมาก่อน
นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาเกิดความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมอย่างสมัชชาคนจนและเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เพื่อการกระจายการถือครองที่ดิน แนวคิดเรื่อง “โฉนดชุมชน” เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “สิทธิชุมชน” ขึ้นเป็นระบบสิทธินอกจากที่ดินในความครอบครองของรัฐและที่ดินกรรมสิทธิ์ของเอกชน
หากมองภาพรวมของประเทศไทย การถือครองที่ดินมีลักษณะ “กระจุกตัว” อยู่กับกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียว ซึ่งอาจอยู่ในคราบของ “กลุ่มทุน” ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและลงทุน “กว้านซื้อ” เก็บไว้ในมือตัวเองเพื่อทำกำไรได้ กลุ่มคนเหล่านี้สามารถครอบครองที่ดินได้หลักแสนไร่ ในทางกลับกันมีประชาชนที่เป็นเกษตรกรหลายล้านคนที่เข้าไม่ถึงที่ดินสำหรับการปลูกพืชผัก เพราะไม่มีความรู้ขั้นตอนที่จะเข้าถึงเอกสารสิทธิ พวกเขาต้องอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เช่น ที่ดินราชพัสดุ เขตป่าสงวนและเขตอุทยานแห่งชาติ