Matichon
วิเคราะห์โอกาสของ‘ผู้ท้าชิง’ สมรภูมิเลือกผู้ว่าฯกทม.
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อสนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้กำหนดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569
Key facts
- หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อสนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้กำหนดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569
- ที่สำคัญและจะต้องเปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.อย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อสะท้อนความจริงใจ เรียนรู้ปัญหา นอกจากนี้พบว่ายังหาผู้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ แล้วมาเปิดตัวภายหลัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังให้ความสนใจเลือกตั้งท้องถิ่น
- หากเปรียบเทียบ ชัชชาติกับชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ จากพรรคประชาชน ในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. วัดบารมีทางการเมือง ชัชชาติได้เปรียบกว่าเยอะมาก หากให้คะแนนคือ 9 ต่อ 1 ชัชชาติได้เปรียบในเรื่องการบริหารกรุงเทพฯมากกว่ามีนโยบาย
- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร นั้นต้องยอมรับว่าทั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.จะต้องมาตามวาระ แต่ข้าราชการอยู่ตั้งแต่ซี 1 ถึงซี 10 จึงกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลหลัก ทำให้นักการเมืองที่จะปรับปรุงหรือจะแก้ไข หากกลุ่มข้าราชการไม่สนองตอบ
Summary
ประการต่อมาจะเห็นว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าฯกทม. ที่ผ่านมาไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด ควันพิษ แหล่งเสื่อมโทรม ยาเสพติด ทั้งหมดแก้ไม่ได้ พอมองลงไปลึกๆ หลายยุคหลายสมัย ทุกอย่างที่กล่าวมายังแก้ไขไม่ได้เช่นกัน ทำให้คนกรุงเทพฯไม่รู้ว่าจะเลือกใคร แม้กระทั่งพรรคประชาชนเองยืนหยัด สนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็ยังไม่ทุ่มเทเต็มที่ หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงๆ สำหรับสนามการเมืองท้องถิ่น จะต้องมีการเปิดตัวตั้งนานแล้ว และจะต้องพยายามเรียนรู้และสื่อสารกับสังคมว่า
สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มองว่าไม่มีอะไรที่น่าตื่นตา ตื่นใจ ประการแรกปัญหาของกรุงเทพฯมีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง เพราะกรุงเทพฯเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอะไรได้มาก เมื่อใครถูกเลือกไปเป็นผู้ว่าฯกทม.จะทำงานได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงานรูทีน หรืองานประจำที่ต้องทำซ้ำๆ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เป็นประจำทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเท่านั้นเอง
หากเปรียบเทียบ ชัชชาติกับชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ จากพรรคประชาชน ในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. วัดบารมีทางการเมือง ชัชชาติได้เปรียบกว่าเยอะมาก หากให้คะแนนคือ 9 ต่อ 1 ชัชชาติได้เปรียบในเรื่องการบริหารกรุงเทพฯมากกว่ามีนโยบาย ถึงแม้ว่าจะรู้ปัญหากรุงเทพฯจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และยังแก้ไม่สำเร็จก็ตาม ส่วนกรณีของ ดร.โจ พรรคประชาชนเลือกมา หากมองให้ลึกคิดว่า พรรคประชาชนไม่มีตัวเลือกเหมือนกัน ดูไปแล้วเหมือนเล่นลิเกมากกว่า เสนอแนวคิดในเรื่องเมืองอนาคต มองว่ากรุงเทพฯบริหารงานง่ายๆ และไม่เข้าใจปัญหาความซับซ้อนในการบริหาร