The Standard
The Devil Wears Prada 2 เปิดตัวพุ่ง 7.65 พันล้านบาททั่วโลก แซงรายได้เปิดตัวภาคแรก 2.8% สะท้อนพลังของผู้ชมหญิงและกระแสคิดถึงอดีต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
The Devil Wears Prada 2 ภาคต่อของหนังคลาสสิกปี 2006 เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยรายได้ทั่วโลกราว 233.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.65 พันล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้ในสหรัฐฯ และแคนาดา 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.52 พันล้านบาท) และอีก 156.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.13 พันล้านบาท) จากตลาดต่างประเทศ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผู้หญิงที่อยากกลับสู่โลกแฟชั่นและสื่อมวลชน หลังภาคแรกเข้าฉายไป 20 ปี
Key facts
- ที่น่าสนใจคือรายได้เปิดตัวของภาคนี้สูงกว่าภาคแรก 2.8% โดยภาคแรกในปี 2006 เปิดตัวที่ 27.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900 ล้านบาท) และทำรายได้รวมที่ 326.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.07 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ภาคใหม่ทำรายได้เกือบ 72%
- เปิดตัวสูงกว่าภาคแรก 2.8% ผู้ชม 76% เป็นผู้หญิง
- หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569
- ภาพยนตร์เรื่องนี้จาก 20th Century Studios ในเครือ Disney เป็นตัวอย่างล่าสุดของกระแสบ็อกซ์ออฟฟิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง ‘นอสตัลเจีย’ หรือความคิดถึงวัฒนธรรมป็อปยุคก่อนของผู้ชมรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen X ต่อจาก Michael และ The Super Mario Galaxy
- ฮอลลีวูดเดินหน้าใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเดิม รับเทรนด์นอสตัลเจีย
- การที่ Disney ตัดสินใจสร้างภาคต่อเกิดขึ้นในช่วงที่ฮอลลีวูดพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมากขึ้น โดยปฏิทินภาพยนตร์ปี 2026 เต็มไปด้วยภาคต่อของแฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Star Wars, Marvel, DC Comics, Toy Story, Super Mario Bros.
Summary
ในยุคที่ความวิตกด้านเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ผู้ชมเลือกดื่มด่ำกับภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย เทรนด์นี้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของฮอลลีวูด ในช่วงที่แฟรนไชส์ใหญ่อย่าง Marvel และ Fast & Furious กำลังประสบปัญหา และจำนวนผู้เข้าโรงภาพยนตร์ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด
กลุ่มผู้ชมไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยหนุ่มสาว โดยกลุ่มที่ซื้อตั๋วมากที่สุดคือคนอายุ 25-34 ปี ที่ 28% รองลงมาคือกลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี ที่ 22% เวนดี ฟิเนอร์แมน ผู้อำนวยการสร้าง เล่าว่าการไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นอีเวนต์ที่ผู้คนทั่วโลกแต่งตัวไปดู ทั้งใส่รองเท้าสีแดง, แต่งหน้าและแต่งตัวเลียนแบบตัวละคร พร้อมเอ่ยบทพูดในหนังตามกันไปด้วย
ภาพยนตร์เรื่องนี้จาก 20th Century Studios ในเครือ Disney เป็นตัวอย่างล่าสุดของกระแสบ็อกซ์ออฟฟิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง ‘นอสตัลเจีย’ หรือความคิดถึงวัฒนธรรมป็อปยุคก่อนของผู้ชมรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen X ต่อจาก Michael และ The Super Mario Galaxy Movie ที่ทำรายได้ถล่มทลายมาก่อนหน้า