The Standard
ปกรณ์ เทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ชี้ รธน.60 ดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ มั่นใจ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดกฎหมาย
วันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ว่า การออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่าน ก็จะมีผลให้กฎหมายไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปแล้วจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ
รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าว และรัฐบาลมั่นใจว่าจากข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่ พบว่าไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ซึ่งสงครามก็ยังไม่น่าจะจบ ถือเป็นประเด็นสำคัญ
ปกรณ์ กล่าวว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการก็จะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลจะสั่งให้รอไว้ก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน
เมื่อถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด ปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายว่า เมื่อดูท้ายของพระราชกำหนด จะเห็นเหมือนเงินกู้แบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้งสองก้อนสามารถโยกสลับกันได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1. การช่วยเหลือเยียวยา 2. การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นทั้ง 2 วัตถุประสงค์จึงต้องดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน จะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่างว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะว่าเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการตั้งคำถามเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนเช่นกัน
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ ให้ตรวจสอบ 2 เงื่อนไข คือ 1. เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2. จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ โดยครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้ถอนเรื่องออกไปก่อน เพราะติดปัญหาเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน
รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่า “ให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่” และกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง
จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้หลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะรู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลังเปรียบเสมือนแม่บ้านที่ถือกระเป๋าสตางค์ อยู่ ฉะนั้นเงินขาดหรือไม่ แม่บ้านจะรู้
ดังนั้น หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก จะเห็นว่าให้พิจารณาว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ โดยจะไม่ดูเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนมั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบ และวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่
ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลก็คงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภา และผลของมันร้ายแรง หากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ โดยคณะรัฐมนตรีทุกคนต้องร่วมรับผิดชอบ
เมื่อถามย้ำว่า ตามข้อกฎหมายมองว่า ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ ปกรณ์ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายย้อนถามสื่อว่า “เช็คเปล่าอีกแล้ว” ก่อนระบุว่า “เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีเช็คเปล่าติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ”
ปกรณ์กล่าวด้วยว่า โดยรายละเอียดการขอโครงการต่าง ๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
เมื่อถามว่า แสดงว่าการร้องศาลควรจะร้องในประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูคือตรงปก หรือไม่ และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ อย่างนั้นจึงจะถือว่าสร้างสรรค์
### TAGS:
- LOADING...
Read the full article on the publisher site
The Standard →