Siam Blockchain
ความลับที่ BlackRock ไม่อยากให้คุณรู้ Ethereum เคย Rollback มาแล้วในปี 2016
- ปี 2016 The DAO ถูกแฮกเสีย ETH 3.6 ล้านเหรียญ มูลค่า $60 ล้าน Vitalik เลือกทำ Hard Fork ย้อนบล็อกเชนกลับไปก่อนแฮก กำเนิดเป็น Ethereum Classic ที่ยึดหลัก Code is Law
- ปี 2026 BlackRock BUIDL มี AUM $1.7 พันล้าน และ Galaxy-SharpLink เปิดกองทุน Onchain $125 ล้าน นักลงทุนสถาบันเชื่อว่า Ethereum คือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- คำถามที่ไม่มีใครตอบคือถ้าเงินของสถาบันถูกแฮกครั้งต่อไป Ethereum จะ Hard Fork อีกครั้งหรือไม่ และสิ่งนี้กระทบความน่าเชื่อถือของบล็อกเชนอย่างไร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
เรื่องนี้ Bearish ต่อ Ethereum ในระยะยาวเพราะตั้งคำถามถึงหลักการพื้นฐานที่นักลงทุนสถาบันใช้ตัดสินใจซื้อ ETH ยิ่งสถาบันเข้ามาเยอะ ความเสี่ยงต่อการถูก Bailout ครั้งต่อไปยิ่งสูง ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นในความเป็นบล็อกเชนของ Ethereum โดยตรง
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับข่าว BlackRock เปิดกองทุน BUIDL บน Ethereum และล่าสุด Galaxy Digital จับมือ SharpLink ตั้งกองทุน Onchain Yield มูลค่า $125 ล้าน เพื่อนำ ETH ที่ Stake ไว้ไปหาผลตอบแทนใน DeFi คำถามที่ไม่มีใครกล้าถามคือ ถ้าวันหนึ่งเงินก้อนนี้โดนแฮก Ethereum จะทำอย่างไร
คำตอบอาจทำให้นักลงทุนสถาบันสะดุ้ง เพราะ Ethereum เคยตอบคำถามนี้มาแล้วในปี 2016 และคำตอบนั้นคือ “ใช่ เราจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขมัน”
## ย้อนกลับไปปี 2016 จุดกำเนิดของบาปดั้งเดิม
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 มีโปรเจกต์หนึ่งชื่อว่า The DAO เปิดตัวบน Ethereum ในฐานะกองทุนร่วมลงทุนแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Venture Capital) ที่ทุกการตัดสินใจจะถูกโหวตโดยผู้ถือโทเคน ไม่มี CEO ไม่มีบอร์ดบริหาร มีแค่โค้ดและฉันทามติ
มันคือฝันเปียกของชาวคริปโตในยุคนั้น และนักลงทุนกว่า 11,000 คนเทเงินใส่มันรวมกว่า $150 ล้านดอลลาร์ในรูป ETH กลายเป็นหนึ่งในแคมเปญระดมทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขณะนั้น
แล้ววันที่ 17 มิถุนายน 2016 ฝันก็พังทลาย แฮกเกอร์พบช่องโหว่ที่เรียกว่า “recursive call” ในสมาร์ทคอนแทรกต์ของ The DAO และค่อย ๆ ดูดเงินออกไปกว่า 3.6 ล้าน ETH มูลค่าราว $60 ล้านดอลลาร์ในเวลานั้น ไปเก็บไว้ในกระเป๋าลูกที่เรียกว่า DarkDAO โดยมีข้อกำหนดในสัญญาว่าเงินจะถูกล็อก 28 วันก่อนเบิกได้
28 วันนั้นเองที่กลายเป็นนาฬิกานับถอยหลังที่จะเปลี่ยน Ethereum ไปตลอดกาล
## เมื่อ Vitalik เลือกที่จะ “เขียนประวัติศาสตร์ใหม่”
ในขณะที่นักพัฒนากลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า Robin Hood Group รีบใช้ช่องโหว่เดียวกันดูด ETH ที่เหลืออีก 7 ล้าน ETH ออกมาเก็บไว้ก่อนที่แฮกเกอร์จะเอาไป Vitalik Buterin และทีมหลัก Ethereum ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ทางเลือกที่ 1 ปล่อยให้เป็นไปตามโค้ด นั่นคือหลักการ “Code is Law” ที่เป็นจิตวิญญาณของบล็อกเชน ใครเขียนโค้ดแย่ก็ต้องรับกรรม แม้จะเจ็บปวดแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของบล็อกเชนต้องมาก่อน
ทางเลือกที่ 2 ทำ Hard Fork ย้อนเวลาบล็อกเชนกลับไปก่อนที่จะเกิดการแฮก แล้วโยกเงินทั้งหมดไปยังสมาร์ทคอนแทรกต์กู้คืน เพื่อให้นักลงทุนถอนเงินคืนได้ พูดง่าย ๆ คือเขียนประวัติศาสตร์ใหม่
Vitalik เลือกทางที่ 2
วันที่ 20 กรกฎาคม 2016 ที่บล็อกความสูง 1,920,000 Ethereum ทำ Hard Fork ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ คริปโต ETH ราว 12 ล้านดอลลาร์ถูกโยกไปยังสัญญากู้คืน และประมาณ 4.5 ล้าน ETH ถูกคืนให้ผู้ถือโทเคน The DAO
Vitalik แถลงในตอนนั้นว่า Hard Fork ครั้งนี้ “ไม่มีผลกระทบต่อการกระจายอำนาจ” แต่กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยมองตรงข้ามว่านี่คือการทรยศต่อหลักการทุกอย่างที่บล็อกเชนยืนหยัดมา
## กำเนิดฝาแฝดชั่วร้ายชื่อ Ethereum Classic
คนกลุ่มที่ไม่ยอมรับการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ยังคงรันบล็อกเชนเดิมต่อไป โดยไม่ยอม Fork ตามไป สายโซ่นั้นกลายเป็น Ethereum Classic หรือ ETC ที่ยึดมั่นในหลัก “Code is Law” อย่างเคร่งครัด
วันที่ 24 กรกฎาคม 2016 เว็บกระดานเทรด Poloniex เป็นรายแรกที่ลิสต์เหรียญดั้งเดิมในชื่อ ETC อย่างเป็นทางการ และโลกคริปโตก็ได้รู้ว่า Ethereum มีฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการจนถึงบล็อก 1,920,000 แต่หลังจากนั้นเดินคนละทาง
ETC ไม่ใช่แค่เหรียญ มันคือคำประกาศทางอุดมการณ์ ผู้สนับสนุน ETC เชื่อว่ากฎที่ฝังในโค้ดและสมาร์ทคอนแทรกต์ต้องเป็นที่สูงสุดและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะมีการกระทำที่ชั่วร้ายหรือความผิดพลาดเกิดขึ้นก็ตาม ระบบต้องทำงานตามที่โปรแกรมไว้เป๊ะ ๆ ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก
นี่คือความขัดแย้งทางปรัชญาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต และเป็นบาปดั้งเดิมที่ Ethereum ในวันนี้ยังคงแบกอยู่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 นักข่าว Laura Shin ในหนังสือ The Cryptopians ระบุว่าแฮกเกอร์ผู้ก่อเหตุน่าจะคือ Toby Hoenisch แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธก็ตาม
## ปี 2026 BlackRock และ SharpLink เทเงินใส่ Ethereum โดยไม่รู้ประวัติ
กลับมาที่ปัจจุบัน วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 Galaxy Digital ประกาศจับมือ SharpLink ตั้งกองทุน Galaxy Sharplink Onchain Yield Fund มูลค่ารวม $125 ล้านดอลลาร์ โดย SharpLink จะใส่เงิน $100 ล้านจากคลัง ETH ที่ Stake ไว้ ส่วน Galaxy ใส่ $25 ล้านและทำหน้าที่บริหารกองทุน เป้าหมายคือนำเงินไปกระจายในโปรโตคอล DeFi เพื่อหา Yield
ก่อนหน้านี้ BlackRock เปิดตัว BUIDL ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2024 บน Ethereum โดยเป็นกองทุนเงินสกุลดอลลาร์สำหรับนักลงทุนสถาบัน ลงทุนใน Treasury Bills สหรัฐฯ และตราสารหนี้ระยะสั้น ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทะลุ $1.7 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่มีนาคม 2025
Wendy O สรุปเทรนด์สัปดาห์นี้สั้น ๆ ว่า “BlackRock เตรียมเปิดกองทุน Onchain บน Ethereum” ราวกับเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ทำได้ แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง 2016 เลย
นักลงทุนสถาบันเหล่านี้ซื้อ Ethereum ด้วยความเชื่อว่ามันคือ “โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้” (Immutable Infrastructure) แต่ความจริงที่อึดอัดคือ Ethereum ได้พิสูจน์มาแล้วว่ามัน จะ ย้อน Transaction ถ้าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทรงอิทธิพลพอเรียกร้อง
ในขณะที่ ROCA ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า Yield 4-8% จาก Stablecoin ใน DeFi นั้นแลกมาด้วยความเสี่ยงสมาร์ทคอนแทรกต์และคู่สัญญา เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกันแต่ไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้เลย คำถามคือสถาบันที่กำลังตามล่า Yield บน Ethereum รู้หรือเปล่าว่ากำลังเดิมพันกับอะไร
## คำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ ถ้า BlackRock โดนแฮก จะ Fork ไหม
สมมติฉากทัศน์ที่หลายคนไม่อยากคิด วันหนึ่งโปรโตคอล DeFi ที่ BUIDL ของ BlackRock หรือกองทุนของ SharpLink-Galaxy ใช้อยู่ ถูกเจาะระบบและสูญเงินไป $500 ล้าน BlackRock ในฐานะบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย AUM กว่า $10 ล้านล้านดอลลาร์ จะนิ่งเฉยหรือเปล่า
คำตอบเราทุกคนรู้ดี Larry Fink จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหา Vitalik หรือ Ethereum Foundation ทันที และคำถามที่จะตามมาคือ ครั้งนี้ Vitalik จะปฏิเสธหรือไม่ ในเมื่อปี 2016 เงินแค่ $60 ล้านยังย้อนได้ แล้วทำไม $500 ล้านของสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกถึงจะย้อนไม่ได้
นี่คือกับดักของการพึ่งพาสถาบัน Ethereum วันนี้ไม่ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจน และยิ่งสถาบันเข้ามาเยอะเท่าไหร่ แรงกดดันที่จะ Bailout ครั้งต่อไปก็ยิ่งสูง
คดี Arbitrum DAO ล่าสุดที่ Tommy B. รายงานว่า ศาลแก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ยอมให้โอน ETH ที่ถูกแช่แข็งจากเหตุการณ์ rsETH ไปยัง Aave LLC ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย ก็เป็นอีกหลักฐานที่บอกว่ายุค “Code is Law” จบลงแล้ว ตอนนี้คือยุค “Court is Law” ที่ศาลสามารถสั่งบล็อกเชนให้ทำตามคำสั่งได้
## Ethereum Classic ฝาแฝดที่ถูกลืม แต่ยังหายใจ
วันนี้ ETC ยังคงอยู่ ราคาต่ำ มาร์เก็ตแคปเล็ก แต่มันคือบทบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของสิ่งที่ Ethereum เคยเป็น และอาจจะไม่มีวันได้กลับไปเป็นอีก
cozy เขียนไว้อย่างเสียดสีว่า “ไม่มีอะไรเทียบได้กับการเป็นมือใหม่ในวงการคริปโต ผมมี The Graph มี Internet Computer Bitcoin Cash คือ Bitcoin ที่เร็วกว่า Ethereum Classic ต่ำกว่ามูลค่าจริงเมื่อเทียบกับ Ethereum XRP จะมาแทน SWIFT ผมจะไปจำนองบ้านรอบสอง” ฟังดูตลก แต่ในความตลกนั้นมีความจริงที่ว่า ETC ในวันนี้คือสินทรัพย์ที่คนลืม ทั้งที่มันเป็นตัวแทนของหลักการที่บริสุทธิ์ที่สุดของคริปโต
ในขณะที่ Ethereum เลือกเส้นทางของการประนีประนอม การยอมรับสถาบัน และในที่สุดก็คือการยอมรับการแทรกแซง Ethereum Classic เลือกที่จะอยู่นอกสปอตไลต์เพื่อรักษาหลักการเดียวที่ทำให้บล็อกเชนแตกต่างจากธนาคารคือความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
## ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่า การที่นักลงทุนสถาบันแห่เข้ามาใน Ethereum โดยที่ไม่รู้หรือไม่สนใจประวัติศาสตร์ของ DAO Hack คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในตลาดคริปโตตอนนี้ ใหญ่กว่าเรื่อง ETF อนุมัติ ใหญ่กว่าเรื่องนโยบายของ Trump ใหญ่กว่าเรื่อง Fed ลดดอกเบี้ย
เพราะถ้าวันหนึ่งเกิด “DAO Hack ภาค 2” ที่เหยื่อคราวนี้คือ BlackRock JPMorgan หรือ Fidelity Ethereum จะเลือกอะไร ระหว่างหลักการกับเงินหลักพันล้านดอลลาร์ ใครที่อ่านประวัติศาสตร์ก็รู้คำตอบ และคำตอบนั้นจะเปลี่ยน Ethereum ไปอย่างถาวร
แต่ที่อันตรายกว่าคือ ถ้าครั้งนี้ Ethereum เลือก “ไม่ Fork” สถาบันจะเรียนรู้บทเรียนทันทีว่าคริปโตไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเงินของพวกเขา และอาจเกิดการถอนทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ถ้า Ethereum เลือก “Fork” มันจะสูญเสียจิตวิญญาณสุดท้ายของความเป็นบล็อกเชนไปตลอดกาล กลายเป็นแค่ฐานข้อมูลกระจายอำนาจที่ Vitalik กับสถาบันใหญ่สามารถแก้ไขได้ตามใจ
ผมไม่ได้บอกว่า ETC จะกลับมาเป็นพระเอก หรือ ETH จะตายในวันพรุ่งนี้ แต่ผมอยากให้ทุกคนที่กำลังจะซื้อ ETH ตามกระแสสถาบัน ถามตัวเองสักครั้งว่าคุณกำลังซื้ออะไรกันแน่ บล็อกเชนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หรือฐานข้อมูลที่สามารถถูก Bailout ได้ถ้าคนที่เสียเงินมีอำนาจมากพอ
คำตอบของคำถามนี้สำคัญกว่าราคา ETH จะถึง $10,000 หรือไม่ในปีหน้ามาก
ภาพจาก AI
Read the full article on the publisher site
Siam Blockchain →