Siam Blockchain
DeFi เกาะกระแสการ์ดโปเกมอนและวันพีชโกยรายได้ทะลุ 350 ล้านในเดือนเดียว
- แพลตฟอร์ม DeFi เริ่มกลับมาบูม หลังเปิดให้ซื้อขาย NFT อ้างอิงการ์ดสะสมของจริงอย่าง โปเกมอน, One Piece และการ์ดกีฬา
- ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า Onchain Marketplace กลุ่มนี้สร้างรายได้รวมกว่า 11 ล้านดอลลาร์ (ราว 350 ล้านบาท) ในเดือนที่ผ่านมา
- นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมองการ์ดสะสมเป็น “สินทรัพย์แห่งการลงทุน” คล้ายทองคำหรือหุ้น โดยเฉพาะการ์ด โปเกมอน ที่ผลตอบแทนย้อนหลังสูงกว่า S&P 500 หลายเท่า
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
DeFi กำลังเจอยูสเคสใหม่ที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือการเปิดให้ผู้คนทั่วไปซื้อขายการ์ด โปเกมอน และ One Piece เวอร์ชันดิจิทัลบนโลกคริปโต จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นแค่ของเด็กเล่น ปัจจุบันการ์ด โปเกมอน กลายเป็นสินทรัพย์แห่งการลงทุนเต็มตัว โดยให้ผลตอบแทนสะสมกว่า 4,000% ตั้งแต่ปี 2004 สูงกว่าหุ้นสหรัฐฯ หลายเท่า ขณะเดียวกัน DeFi ก็เข้ามาช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องและการเก็บรักษาการ์ด ผ่านการแปลงการ์ดจริงให้กลายเป็น NFT บนบล็อกเชน ทำให้ซื้อขายได้ง่ายขึ้นเหมือน ETF ของตลาดการ์ดสะสม
แม้แพลตฟอร์ม DeFi จะขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรม แต่โปรเจกต์ส่วนใหญ่กลับสอบตกเรื่องการสร้างรายได้ จนกระทั่งปีที่ผ่านมา นักพัฒนา Defi ได้ค้นพบสูตรสำเร็จใหม่ นั่นคือ การเปิดให้ผู้คนเข้ามาซื้อขาย “การ์ดสะสมเวอร์ชันดิจิทัล” อาทิเช่น การ์ดโปเกม่อน, การ์ดวันพีชและการ์ดกีฬาต่าง ๆ ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นยูสเคสที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า Onchain Marketplace กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา โดยสร้างรายได้รวมกันถึง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนที่ผ่านมา ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้หลายคนยังมองว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นเพียงของสะสมในโลกคริปโตที่ไม่น่าจะทำเงินได้จริง
## โปเกมอน ไม่ใช่แค่การ์ดอีกต่อไป
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันกระแสนี้คือ ความร้อนแรงของตลาดการ์ด โปเกมอน ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาปรับตัวขึ้นอย่างหนักจากแรงหนุนด้านการเก็งกำไร และกระแสแห่สะสมของหายากหลังยุคโควิด
ดัชนี Card Ladder Index ระบุว่า การ์ดโปเกมอน ให้ผลตอบแทนสะสมมากถึง 4,000% นับตั้งแต่ปี 2004 ขณะที่ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 513% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานผลิตการ์ด โปเกมอน ยังเดินเครื่องเต็มกำลัง แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ทันความต้องการ แม้จะผลิตมากกว่า 10,000 ล้านใบต่อปี ส่งผลให้กล่องการ์ดหลายเซ็ตถูกนำไปรีเซลในราคาสูงกว่าราคาหน้าร้านอย่างต่อเนื่อง
## DeFi เข้ามาแก้ปัญหาที่แท้จริงของนักสะสม
ตลาดการ์ดสะสมมีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งคือ เรื่องสภาพคล่อง และโลจิสติกส์ เพราะนักลงทุนจำนวนมากต้องเก็บการ์ดจริงเอาไว้กับตัว เสียทั้งค่าดูแล ค่าประกัน ค่าจัดส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบว่าเป็นของแท้
DeFi จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ โดยให้ผู้ใช้นำการ์ดส่งให้แพลตฟอร์ม จากนั้นพวกเขาจะเป็นคนตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ เก็บรักษาไว้ และออก NFT ที่อ้างอิงสินทรัพย์จริงบนบล็อกเชนอย่าง Solana และ Polygon ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายเก็งกำไรได้ทันทีโดยไม่ต้องถือของไว้กับตัว
ภาพที่ออกมาจึงเริ่มคล้ายกับกองทุน ETF ของการ์ดสะสมที่ช่วยให้สินทรัพย์ ซึ่งเดิมที่ซื้อขายยาก กลายเป็นสิ่งที่เทรดได้ง่ายขึ้นบนโลกคริปโต
บางแพลตฟอร์มยังเพิ่มระบบกาชา หรือการสุ่มเปิดซองการ์ดแบบดิจิทัลเพื่อจำลองประสบการณ์ลุ้นการ์ดหายากเหมือนกับการเปิดซองของจริง ซึ่งยิ่งเพิ่มความสนุกและความตื่นเต้นให้กับผู้ใช้งานมากขึ้นไปอีกขั้น
แม้ตลาดจะดูร้อนแรง แต่คำถามสำคัญคือ “ราคาขึ้นมาสูงเกินไปหรือยัง” ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการ์ด Charizard รุ่นแรกปี 1999 ที่ปัจจุบันสามารถขายได้สูงถึง 550,000 ดอลลาร์ หากพบว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทั้งที่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ยังมีราคาเพียงราว 1,500–2,000 ดอลลาร์เท่านั้น
ปัญหาคือ NFT ที่อ้างอิงการ์ดเหล่านี้อาจมีความผันผวนสูงกว่าตลาดจริง เพราะแม้ผู้ถือจะสามารถนำไปแลกกลับเป็นการ์ดจริงได้ แต่กระบวนการจัดส่งต้องใช้เวลา
หากวันหนึ่งนักลงทุนแห่เทขายพร้อมกัน คนจำนวนมากอาจยอมขาย NFT ต่ำกว่าราคาการ์ดจริง เพื่อแลกกับ “สภาพคล่องทันที” ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดแรงกดดันรุนแรงกว่าที่หลายคนคาด
มุมมองผู้เขียน: แม้กระแสการ์ดสะสมในโลกคริปโตจะกำลังร้อนแรง และเปิดโอกาสให้หลายคนทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่ควรลืมคือ ทุกกระแสล้วนมีวัฏจักรของมันเสมอ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มศึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ลักษณะนี้ ควรใช้เงินทุนเฉพาะส่วนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ แม้ในกรณีที่มูลค่าของมันอาจลดลงจนแทบไม่เหลืออะไรเลยในอนาคต
- ที่มาข่าว: dlnews
- ที่มาภาพ: mirror
Read the full article on the publisher site
Siam Blockchain →