Prachachat
ธุรกิจผวาต้นทุนแพง! ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เม.ย.ร่วงทุกภูมิภาค
หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนเมษายน 2569 ลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ระดับ 42.2 จากเดือนมีนาคม 2569 ที่ระดับ 43.3 สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในต่างจังหวัดยังถูกจำกัดจากรายได้เกษตรกร หนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รายงานดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย หรือ TCC Confidence Index ประจำเดือนเมษายน 2569 สำรวจระหว่างวันที่ 24-30 เมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 369 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับลดลงจาก 43.3 ในเดือนมีนาคม เหลือ 42.2 ในเดือนเมษายน โดยดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันลดจาก 38.3 เหลือ 37.0 และดัชนีคาดการณ์อนาคตลดจาก 48.3 เหลือ 47.5
เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยปรับลดลงทุกด้าน โดยเศรษฐกิจโดยรวมลดจาก 42.3 เหลือ 41.1 การบริโภคลดจาก 49.4 เหลือ 48.5 การลงทุนลดจาก 34.5 เหลือ 33.2 การท่องเที่ยวลดจาก 49.7 เหลือ 49.5 ภาคเกษตรลดจาก 40.4 เหลือ 39.5 ภาคอุตสาหกรรมลดจาก 48.4 เหลือ 46.6 ภาคการค้าลดจาก 43.7 เหลือ 42.5 ภาคการค้าชายแดนลดจาก 36.8 เหลือ 35.5 ภาคบริการลดจาก 51.8 เหลือ 51.2 และการจ้างงานลดจาก 36.2 เหลือ 34.8
ปัจจัยลบสำคัญมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ทำให้เกิดเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต้นทุนขนส่ง รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจไทย
รายงานยังระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือขยายตัว 1.6% จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน ขณะที่ กนง. คงคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ไว้ที่ 1.5% แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2570 เหลือ 2.0% จากเดิม 2.3%
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังกังวลต่อต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก และกระทบต่อกำลังซื้อในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด
ด้านราคาพลังงานในประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40 บาทต่อลิตรจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 42.08 บาท และ 42.45 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกลดลง 0.54 บาทต่อลิตร อยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร
ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยจาก 32.294 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เป็น 32.347 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 จากแรงกดดันของราคาน้ำมันดิบและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกบางส่วนจากความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ รวมถึงทิศทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่ กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี เพื่อประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
ด้านการส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัว 18.67% มีมูลค่า 35,157.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 35.73% มีมูลค่า 38,496.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,339.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนและตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์
เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกพื้นที่ โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดจาก 43.7 ในเดือนมีนาคม เหลือ 42.6 ในเดือนเมษายน ภาคกลางลดจาก 44.0 เหลือ 42.6 ภาคตะวันออกลดจาก 49.8 เหลือ 48.9 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดจาก 39.9 เหลือ 38.4 ภาคเหนือลดจาก 43.9 เหลือ 42.5 และภาคใต้ลดจาก 43.4 เหลือ 42.3
สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่าง 51.9% เห็นว่าเศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมแย่ลง 24.8% เห็นว่าไม่เปลี่ยนแปลง และ 23.3% เห็นว่าดีขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในจังหวัดมีผู้เห็นว่าแย่ลงสูงถึง 70.3% ภาคการค้าชายแดนแย่ลง 71.9% และการจ้างงานในจังหวัดแย่ลง 78.9%
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและแนวทางแก้ไขที่ภาคเอกชนต้องการให้เร่งดำเนินการ ได้แก่ การรับมือวิกฤตต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า การบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือภัยแล้ง การแก้ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา การกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย หรือ NPL การยกระดับแรงงานทักษะสูงให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจดิจิทัล การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และการลดอัตราดอกเบี้ยรวมถึงผ่อนคลายความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้ SMEs ที่ขาดสภาพคล่องเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
### ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- SME ไทยจะไป EU ต้องมากกว่าสินค้าดี ย้ำมาตรฐาน-Traceability คือใบผ่านทาง
- พาณิชย์ล้างฐานข้อมูลธุรกิจ พบนิติบุคคลร้าง 6.5 แสนราย เตือนเช็กก่อนลงทุน
- เอกชนรายใหญ่ผนึก 100 องค์กร ดัน Traceability สกัด PM 2.5 ยกระดับห่วงโซ่อุปทานไทย
Read the full article on the publisher site
Prachachat →