← Thailand feed

Prachachat

โยกย้ายใหญ่เกษตรฯ ระอุ จับตา “ปลัดคนใหม่” คุมทัพนโยบายเกษตรปี 2570

Prachachat ·

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเข้าสู่จังหวะสำคัญของ “ฤดูกาลโยกย้ายใหญ่” ข้าราชการระดับสูงประจำปี 2569 โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นเก้าอี้ข้าราชการประจำสูงสุด และเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบายลดต้นทุนการผลิต เกษตรแม่นยำ การบริหารน้ำ ภัยแล้ง-อุทกภัย มาตรฐานสินค้าเกษตร ไปจนถึงการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรและการส่งออก

ปัจจุบันเก้าอี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อยู่ภายใต้การนำของ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ซึ่ง ครม.มีมติแต่งตั้งจากตำแหน่งอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่จะเกษียณอายุราชการ

จังหวะเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงถูกจับตามากเป็นพิเศษ เพราะปลัดคนใหม่ที่จะเข้ามารับช่วงต่อไม่เพียงต้องคุมหน่วยงานขนาดใหญ่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ แต่ยังต้องเป็น “มือประสาน” ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรที่กำลังเผชิญทั้งต้นทุนปุ๋ย-พลังงาน ราคาสินค้าเกษตรผันผวน มาตรฐานส่งออกเข้มขึ้น และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ

## มติ ครม. “ฝนหลวง” เขย่าโผใหญ่

สัญญาณการจัดทัพเริ่มชัดขึ้น หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหารสูง 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน โดยให้ นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ขึ้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และให้ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกตีความในแวดวงกระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็น “สัญญาณแรก” ของการจัดแถวข้าราชการระดับสูงก่อนเข้าสู่โผใหญ่ เพราะตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เป็นหนึ่งในหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจบริหารจัดการภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง การเติมน้ำต้นทุน และการช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูเพาะปลูก

ยิ่งไปกว่านั้น เว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังเผยแพร่ประกาศและคำสั่งต่อเนื่องในช่วงปลายเมษายน-พฤษภาคม 2569 ทั้งมติ ครม.โยกย้ายระดับสูง และคำสั่งแก้ไขเพิ่มเติมการมอบอำนาจในการปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงเกษตรฯ สะท้อนว่ากระทรวงกำลังอยู่ในช่วง “จัดระบบอำนาจบริหารภายใน” ก่อนเข้าสู่รอบแต่งตั้งใหญ่เต็มรูปแบบ

## ใครมาแรงในข่าย “ปลัดเกษตรฯ คนใหม่”

สำหรับชื่อที่ถูกจับตาในแวดวงเกษตรฯ หากประเมินจากโครงสร้างตำแหน่ง ความอาวุโส ประสบการณ์บริหาร และบทบาทในภารกิจสำคัญของกระทรวง กลุ่มแรกที่มีน้ำหนักย่อมหนีไม่พ้น “รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใกล้ชิดงานนโยบายภาพรวมมากที่สุด

ชื่อที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง ได้แก่ นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีบทบาทในงานเชิงนโยบายและการประสานหน่วยงานหลายมิติ โดยช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ยังปรากฏบทบาทในภารกิจคณะอนุกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย รวมถึงงาน One Map และการจัดการที่ดิน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของกระทรวง

อีกชื่อที่ต้องจับตาคือ นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีบทบาทในงานบริหารภายใน สำนักงานปลัดกระทรวง และภารกิจเชิงระบบ เช่น การประชุมคณะกรรมการสวัสดิการสำนักงานปลัดฯ และงานกลั่นกรองภายในกระทรวง ข้อได้เปรียบคือเข้าใจกลไกราชการส่วนกลางและงานประสานระดับกรมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นอีกชื่อในสายบริหารที่มีบทบาทภาคสนามและงานกำกับภารกิจเฉพาะ โดยมีภารกิจติดตามทุเรียนนราธิวาสและปัญหาคุณภาพผลผลิตเพื่อการส่งออก รวมถึงงานความปลอดภัยทางชีวภาพด้านการเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับโจทย์มาตรฐานสินค้าเกษตรและความเชื่อมั่นตลาด

## “ รพีภัทร์” ตัวแปรสำคัญสายวิชาการ-ส่งออก

อีกกลุ่มที่ถูกจับตามองคือ “อธิบดีกรมใหญ่” โดยเฉพาะ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญด้านมาตรฐานพืช การตรวจรับรอง และการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่านายรพีภัทร์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมาตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565

จุดที่ทำให้นายรพีภัทร์ถูกจับตาเพิ่มขึ้น คือมติ ครม. 28 เมษายน 2569 ที่มีวาระ “ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่ง” ของนายรพีภัทร์ในฐานะข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่ายังเป็นบุคลากรระดับสูงที่รัฐบาลและกระทรวงให้ความสำคัญต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เส้นทางของนายรพีภัทร์มีทั้งจุดแข็งและแรงเสียดทาน เพราะก่อนหน้านี้เคยถูกมอบหมายให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก่อนมีคำสั่งให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรตามเดิม เมื่อเดือนมิถุนายน 2568

หากมองเชิงยุทธศาสตร์ นายรพีภัทร์มีน้ำหนักในฐานะ “สายเทคนิค-มาตรฐาน-ส่งออก” เหมาะกับโจทย์กระทรวงเกษตรฯ ยุคที่ตลาดจีน สหรัฐ และคู่ค้าใหญ่เข้มงวดเรื่องสารตกค้าง คุณภาพผลผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับ แต่หากมองเชิงการเมืองราชการ เส้นทางขึ้นปลัดฯ ยังต้องวัดทั้งแรงสนับสนุน ความไว้วางใจจากฝ่ายนโยบาย และสมดุลระหว่างกลุ่มอำนาจในกระทรวง

## “ กรมใหญ่” ยังเป็นฐานต่อรองในโผซี 10

นอกจากเก้าอี้ปลัดฯ แล้ว รอบโยกย้ายใหญ่ปีนี้ยังต้องจับตาตำแหน่งอธิบดีกรมสำคัญ ทั้งกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพราะแต่ละกรมถือฐานอำนาจและฐานงบประมาณที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่านายวิณะโรจน์ในฐานะปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงนามแต่งตั้งข้าราชการระดับบริหารต้น 7 ตำแหน่ง หรือระดับรองอธิบดี/รองเลขาธิการ เช่น กรมการข้าว สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ส.ป.ก. กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งถือเป็นการ “เติมแถวกลาง” ก่อนขยับโผใหญ่ระดับอธิบดีและปลัดฯ

การแต่งตั้งรองอธิบดีรอบดังกล่าวจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการทดแทนตำแหน่งว่างตามปกติ แต่ยังเป็นการเตรียมกำลังคนสำหรับการขยับระลอกต่อไป เพราะเมื่อปลายปีงบประมาณมาถึง หากมีอธิบดีหรือรองปลัดบางรายขยับขึ้นตำแหน่งสูงขึ้น ย่อมเปิดช่องให้ตำแหน่งระดับรองอธิบดีและผู้ตรวจราชการถูกจัดเรียงใหม่ทั้งกระดาน

## เกมปลัดฯ ไม่ได้วัดแค่อาวุโส แต่วัด “ภารกิจที่รัฐบาลต้องการ”

แหล่งข่าวในแวดวงเกษตรประเมินว่า โผปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่จะไม่ได้วัดจากความอาวุโสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดู “ภารกิจเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องการใช้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกลไกขับเคลื่อนในปีงบประมาณถัดไป

หากรัฐบาลให้น้ำหนักเรื่องราคาสินค้าเกษตร การตลาด และส่งออก ชื่อจากกรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐาน-พืชเศรษฐกิจ-ตลาดต่างประเทศจะมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากรัฐบาลต้องการคนคุมระบบราชการส่วนกลาง บูรณาการจังหวัด และประสานหน่วยงานในสังกัดขนาดใหญ่ กลุ่มรองปลัดฯ จะมีภาษีสูงกว่า

ขณะเดียวกัน หากโจทย์ใหญ่เป็นเรื่องภัยแล้ง น้ำท่วม และความมั่นคงด้านน้ำ ตำแหน่งในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับชลประทาน ฝนหลวง และการจัดการภัยพิบัติด้านเกษตรจะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะปี 2569-2570 ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน และต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

## โผนี้ชี้ทิศทางกระทรวงเกษตรทั้งระบบ

ดังนั้น การแต่งตั้งปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง แต่เป็นการกำหนด “ทิศทางการบริหารกระทรวง” ทั้งระบบ ว่าจะเน้นสายใดระหว่าง สายบริหารส่วนกลาง สายมาตรฐานสินค้าเกษตร สายภาคสนาม หรือสายยุทธศาสตร์นโยบาย

ในทางการเมืองราชการ ช่วงจากนี้ถึงก่อนสิ้นปีงบประมาณจะเป็นจังหวะชี้ขาดของหลายเก้าอี้ โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดฯ รองปลัดฯ อธิบดีกรมใหญ่ และผู้ตรวจราชการ ซึ่งทุกตำแหน่งล้วนมีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรในปี 2570

ขณะที่ชื่อที่มีน้ำหนักในขณะนี้ยังอยู่ในกลุ่ม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นหลัก ได้แก่ นายกฤษ อุตตมะเวทิน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว และนายอภัย สุทธิสังข์ ส่วนสายอธิบดีที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

อย่างไรก็ตาม โผสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย มติ ครม. และกระบวนการแต่งตั้งทางราชการ ซึ่งอาจมี “ชื่อพลิก” หรือ “ดีลข้ามกรม” ได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะหลังสัญญาณโยกย้ายกรมฝนหลวงฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ทำให้ศึกเก้าอี้ปลัดเกษตรฯ รอบนี้ถูกจับตาว่าอาจไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งตามอาวุโส แต่เป็นการจัดทัพใหม่เพื่อคุมทิศทางภาคเกษตรทั้งกระทรวง

### ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ครม.สั่งกรมประชาสัมพันธ์ ถก กสทช.คุยถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

- นมล้นตลาด-สต๊อกค้าง 7.3 ล้านกล่อง รัฐเร่งเปลี่ยนจาก ‘ระบายของ’ สู่ ‘สร้างมูลค่า’

- ครม.อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ดันไทยเข้ามาตรฐาน OECD-OGP

Read the full article on the publisher site

Prachachat →