← Thailand feed

Matichon

ทรัมป์ยกทัพCEOบ.ยักษ์ใหญ่ ย่ำแดนมังกรหวังบรรลุดีลการค้า

Matichon ·

ทรัมป์ยกทัพCEOบ.ยักษ์ใหญ่ ย่ำแดนมังกรหวังบรรลุดีลการค้า

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เชิญผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐหลายแห่งร่วมคณะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ รวมถึงอีลอน มัสก์ ของเทสลา และทิม คุกของแอปเปิล และยังรวมถึงซีอีโอจากแบล็กร็อค, โบอิ้ง, ซิตี้กรุ๊ป, จีอี แอโรสเปซ, โกลด์แมนแซคส์, มาสเตอร์การ์ด, เมต้าแฟลตฟอร์ม และวีซ่า โดยหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจ และข้อตกลงด้านการจัดซื้อหลายรายการกับรัฐบาลปักกิ่ง

เอพีเล่าถึงพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐก่อนการเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐกำลังได้ประโยชน์จากการค้ากับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถกอบโกยเงินจากการทำธุรกิจจำนวนมากจากจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากประเด็นแร่หายาก มาตรการภาษีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกสั่นคลอน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีการประกาศนโยบายใหม่เพียงเล็กน้อย และข้อตกลงพักรบทางการค้าที่บรรลุเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีแนวโน้มจะถูกขยายเวลาออกไป ขณะที่จีนอาจประกาศแผนการซื้อถั่วเหลือง เนื้อวัว และเครื่องบินโบอิ้งจากสหรัฐ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐยังส่งสัญญาณถึงการจัดตั้งคณะกรรมการการค้าเพื่อเป็นกลไกให้ทั้งสองฝ่ายยังคงหารือกันในประเด็นเศรษฐกิจต่อไป

เบรตต์ เฟตเทอร์ลี กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา The Asia Group กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เชื่อว่า ผลลัพธ์ที่สำคัญยิ่งกว่าการบรรลุข้อตกลงใดๆ คือการรักษาเสถียรภาพและสร้างพื้นที่สำหรับการมีความสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศ และเพื่อเอื้อต่อการเจรจาข้อตกลงในอนาคต อย่างไรก็ตาม การมีกลไกที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อาจเป็นเพียงก้าวแรกในการจัดการกับการแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน เพราะมาตรการภาษี การแข่งขันด้าน AI และการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงสงครามอิหร่าน อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศสั่นคลอนได้

แม้ว่าทรัมป์จะกล่าวว่า สหรัฐกำลังทำเงินจากการค้ากับจีน แต่ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า จีนซื้อสินค้าจากอเมริกาในปีที่แล้วน้อยกว่าปี 2022 เกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยมาจากการหยุดซื้อถั่วเหลือง ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการสนับสนุนเกษตรกรและโรงงานของอเมริกา ด้วยการให้จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น เพื่อช่วยลดการขาดดุลการค้าที่มีมูลค่ารวม 2.02 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปีที่ผ่านมา

ในปัจจุบันสหรัฐนำเข้าสินค้าจากไต้หวันมากกว่าจีนแผ่นดินใหญ่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข่งขันด้าน AI ที่ทำให้บริษัทอเมริกันหันไปซื้อชิปคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์จากไต้หวันมากขึ้น แต่หากย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จีนก็เริ่มส่งสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังสหรัฐผ่านประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อีกทั้ง บริษัทสหรัฐก็ย้ายห่วงโซ่อุปทานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ไปยังเวียดนามและอินเดีย

แชด บาวน์ นักวิจัยอาวุโสของ Peterson Institute for International Economics และผู้ร่วมเขียนหนังสือ How to Win a Trade War ระบุว่า สัดส่วนสินค้านำเข้าของสหรัฐจากจีนลดลงจาก 22% ในปี 2017 เหลือเพียง 7.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

นายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ในการสนทนาเมื่อวันที่ 30 เมษายนกับนายเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน เขาได้ย้ำถึงความสำคัญของการจัดตั้งคณะกรรมการการค้าแบบรัฐต่อรัฐชุดใหม่ เพื่อช่วยปรับปรุงการค้าสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจรวมถึงสินค้าเกษตร แต่ไม่รวมชิปคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอ่อนไหวอื่นๆ

ข้อริเริ่มนี้อาจทำให้การแก้ไขข้อพิพาททางการค้าง่ายขึ้น และช่วยสนับสนุนความพยายามของสหรัฐในการขายสินค้าให้กับจีน อีกทั้งยังอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ซึ่งทรัมป์ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนถึง 145% เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าระหว่างการพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อเดือนตุลาคม ที่เกาหลีใต้

นอกจากนั้น ทรัมป์เชื่อว่าสหรัฐยังสามารถรักษาความได้เปรียบด้าน AI เอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงมองว่าปัญหาหลักที่ต้องแก้คือความไม่สมดุลทางการค้า อย่างไรก็ดี สีมองว่าโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีของจีน เช่น แผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมมากขึ้น

ไมเคิล โซโบลิก นักวิจัยอาวุโสด้านความสัมพันธ์สหรัฐกับจีนของ Hudson Institute กล่าวว่า สหรัฐและจีนกำลังแข่งขันกันในคนละระดับ คนละมิติ และมีแนวคิดเรื่องชัยชนะที่แตกต่างกัน และว่า ทรัมป์จะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันเพื่อบรรลุข้อตกลงทางการค้า ขณะที่สีกำลังวางกลยุทธ์เพื่อเอาชนะสงครามเย็นกับสหรัฐ

อีกทั้ง รัฐบาลของทรัมป์กำลังเดิมพันว่าโลกจะยังคงพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต่อไป ทว่าจีนมองว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากการหยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมของจีน

แม้ทั้งสองฝ่ายจะพูดถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือ แต่ก็ยังมีประเด็นตึงเครียดหลายประการที่อาจทำลายบรรยากาศดังกล่าวได้ โดยมีเรื่องสำคัญคือ การที่จีนควบคุมการทำเหมืองแร่หายากส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, ความพยายามของสหรัฐในการสร้างอุปสรรคไม่ให้จีนเข้าถึงชิปคอมพิวเตอร์, ความเป็นผู้นำของจีนในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยยอดส่งออกรถยนต์ทั่วโลกของจีนเพิ่มขึ้น 21% ในปีที่ผ่านมาและสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ในราคาถูกกว่าผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐ เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประเด็นภาษีนำเข้า และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อโรงกลั่นน้ำมันจีนแห่งหนึ่ง รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและบริษัทขนส่งอีกหลายสิบแห่ง จากข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันอิหร่าน นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังขัดแย้งกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลองปานามาด้วย

Read the full article on the publisher site

Matichon →