← Thailand feed

Matichon

นักวิจัยเปิดผลตรวจ ปลาแค้ จากแม่น้ำโขง อ.เชียงคาน พบสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน

Matichon ·

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และที่ปรึกษาโครงการวิจัย ได้กล่าวถึงผลการสอบเชิงลึกตัวอย่างปลาแค้ ที่ชาวประมงจากอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย จับได้ แต่มีลักษณะผิดสังเกต มีตุ่มจำนวนมากขึ้นบริเวณตามลำตัว นำส่งเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ท่ามกลางความกังวลของชุมชนต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ หรือไม่ นั้น

รศ.ดร.ธนพล กล่าวว่า เบื้องต้นวัดโลหะหนัก 5 ตัว 4 ตัวเป็นอันตราย ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และแมงกานีส พบว่า ค่าตะกั่ว ได้เกินค่ามาตรฐานมานิดหนึ่ง คือ มาตรฐาน คือ 0.3 อันนี้คือ 0.31 เรียกว่าประมาณค่ามาตรฐาน หากเกินไม่เกินต้องเก็บตัวอย่างมากขึ้น ซึ่งเจอสารปนเปื้อนมากที่สุด คือ ตะกั่ว ในเนื้อปลาแค้ ที่ป่วย ที่เชียงคาน จ.เลย

ส่วน จ.หนองคาย ต่ำกว่ามาตรฐาน สามารถบริโภคได้ ยังไม่สัญญาณอะไร ซึ่งการบริโภคได้ไม่ได้ถึงปลาที่ป่วย ปลาป่วยไม่ควรบริโภคเพราะมีพยาธิ์เยอะ ในลำไส้ ปลาแค้ ก็จะมีโลหะหนักปานกลาง โดยในปลาที่ป่วยจะพบว่า สารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และแมงกานีส สูงกว่าปลาที่ไม่ป่วย แต่ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน มีแค่ตะกั่ว อันเดียวที่เทียบเท่าค่ามาตรฐาน

โดยที่เชียงคานจะพบมากคือ ตะกั่ว กับ ปรอท จ.เชียงราย ในอดีตพบ ตะกั่ว กับ แมงกานีส สูง ซึ่งการเจ็บป่วยครั้งนั้นน่าจะมาตะกั่วกับแมงกานีสไปสะสม แต่ครั้งนี้ที่ เชียงคาน เป็นตะกั่วกับปรอทสูง ส่วนหนองคายเป็น แคดเมียม และแมงกานีส สูง

สรุปได้ว่าโดยค่าทางสถิติว่าปลาที่เจ็บป่วย มีโลหะหนักสูงมากกว่าปลาที่ไม่ป่วยอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับงานวิจัยนานาชาติ ว่า หากปลาที่ป่วยก็จะมีโลหะหนักสูง เมื่อเจ็บป่วยก็ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่ำ จนเกิดการติดเชื้อ และเกิดให้มีปรสิต พยาธิ์ ได้ และสอดคล้องผลเลือดของ ดร.ทนพ.ณัฐวุฒิ เจริญผล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทำได้ที่ จ.หนองคาย เท่านั้น โดยผลเลือดที่ปลาที่ป่วยนั้นทำให้มีไบโอมาร์คเกอร์ ที่ลักษณะของการรับสัมผัสกับโลหะหนัก มีดีเอ็นเอเสียหาย มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง มีพยาธิใบไม้จำนวนมาก มีเม็ดเลือดขาวสูงมีการติดเชื้อ

ประเทศไทยไม่ได้มีประเทศเดียว ที่มีปลาแค้ที่ติดเชื้อโลหะหนัก เคยพบที่ปากีสถาน อินเดีย และ เนปาล ซึ่งมีรายงานเอกสารวิชาการออกมา ซึ่งผลจากของการตรวจ ที่อ.เชียงคาน จ.เลย และ จ.หนองคาย นั้น ก็ยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง และล่าสุดนักวิจัย ยังได้ปลากด และปลาตะเพียน ที่ยังไม่ป่วย มาตรวจหาสารโลหะหนักด้วย ทั้งเชียงคาน และหนองคาย ซึ่งพบว่าโลหะหนักต่ำกว่าค่ามาตรฐานหมดเลย

แต่ปลาตะเพียนพบว่ามีสารหนูในไส้สูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้แสดงว่า สาเหตุเกิดจากอะไร แต่มีหลักฐานทางเคมี วิเคราะห์ทางโลหิตวิทยามาสอดคล้องกัน หากจะฟันธงต้องเก็บตัวอย่างให้มากกว่านี้ ซึ่งทางเราทำงานกับภาคสังคมให้ได้ตัวอย่างปลาแค้ป่วยมากขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคยังไม่ต้องตระหนก เพราะเป็นแค่ปลาที่ป่วยเท่านั้นถึงมีอาการนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างไรบ้าง รศ.ดร.ธนพล กล่าวว่า เรามีประสบการณ์กับแม่น้ำกกมาแล้ว และคนในแม่น้ำกก ก็เข้าใจความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งเราต้องสื่อสารให้คนในแม่น้ำโขงเข้าใจ ว่าการพบปลาลักษณะนี้ ไม่ได้แปลว่าปลาทั้งหมดกินไม่ได้ ซึ่งกินได้กินไม่ได้ต้องดูตัวที่ข้อมูลของภาครัฐที่มีการตรวจสอบอยู่แล้ว คล้ายกับที่ จ.เชียงราย ที่มีแพพิเคชั่น แสดงข้อมูลให้ดูว่าลักษณะปลาที่คล้ายเคียงกัน ต้องอย่าทำให้แตกตื่น หรือกังวลเกินความจริง แต่ครั้งนี้ปลาที่ป่วยเกี่ยวกับโลหะแน่ ข้อมูลทางสถิติ บอกเช่นนั้น แต่ไม่ได้บอกว่า ปลาทั่วไปกินไม่ได้แล้ว ปลาที่ปกติก็ยังสามารถรับประทานได้อยู่ แต่ควรรับประทานปรุงสุกก็จะดีกว่า

ด้าน อาจารย์ศรัณย์พร เกิดเกาะ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ และหัวหน้าโครงการระบบวิทยาศาสตร์พลเมืองฯ กล่าวว่า หลังจากนี้ทางทีมวิจัยฯ ก็จะเก็บตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างตะกอน ตัวอย่างปลา ในพื้นที่เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นปลาที่ป่วยหรือปลาที่ยังไม่ป่วย เพื่อนำมาทดสอบเพิ่มเติมว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนักมากน้อยขนาดไหน และมีปลาตัวไหนบ้าง ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน ซึ่งทางภาคประชาสังคมทั้ง เชียงคาน จ.เลย และ จ.หนองคาย ได้นำตัวอย่างปลามาให้กับทีมวิจัยฯ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อทำการตรวจสอบอาทิตย์ละ 1-2 ตัว ซึ่งทางเราก็พยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อความชัดเจนสาเหตุที่เกิดขึ้น หลังจากนี้ทางทีมวิจัยฯ ก็จะออกรายงานเผยแพร่ สำหรับการตรวจปลาในชุดแรกนี้ ที่มีประมาณ 1-2 ตัวก่อน จากนั้นก็จะมีผลออกมาเป็นระยะ จากนั้นก็จะมีการพูดคุยกับทางจังหวัด ทางภาครัฐ เพื่อพูดคุยว่าจะจัดการไปทิศทางไหน คือการหาทางแก้ไขปัญหา หรือ หาที่มาของต้นตออย่างไร

ล่าสุด นายชาญณรงค์ วงศ์ลา เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้านอำเภอเชียงคาน ได้เผยว่า ผลการตรวจสอบ ปลาแค้ที่ส่งมาตรวจสอบ พื้นที่เชียงคาน จ.เลย เบื้องต้นพบว่า เนื้อปลามีสารตะกั่วกับปรอทสูง โดยจากการตรวจสอบวัดโลหะของสารเบื้องต้นที่จะเป็นอันตราย ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และแมงกานีส จากการตรวจสอบพบว่าปลาแค้ที่ส่งมาตรวจสอบ พื้นที่เชียงคาน มีค่าของสารตะกั่ว ได้เกินค่ามาตรฐาน ค่ามาตรฐาน คือ 0.3 และพบเกินมาตรฐานเพียง 0.31 และที่พบสารแต่ปนเปื้อนมากที่สุด คือสารตะกั่ว หากพบปลาที่ป่วยก็จะมีโลหะหนักสูง เมื่อเจ็บป่วยก็ทำให้ปลาเกิดภูมิคุ้มกันต่ำ จนเกิดการติดเชื้อ และเกิดให้มีปรสิต พยาธิ แต่ปลาในแม่น้ำโขงปลาที่ปกติก็ยังสามารถรับประทานได้อยู่ แต่ควรรับประทานปรุงสุก

แต่ทั้งนี้จากที่ทีมวิจัยของอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่พบสารตะกั่วกับปรอท ส่วนใหญ่สารทั้ง 2 ตัวพบมีการใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ กับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งทางทีมวิจัยได้ฟันธงลงมา ซึ่งจะแตกต่างข้อสรุปของปลาที่จับได้ในจังหวัดหนองคาย ส่วนใหญ่ที่สารที่พบในตัวปลามักจะเป็นสารมาจากในชุมชน แม่น้ำโขงในจังหวัดเลย พบสารที่ปนเปื้อนมาจากอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ ซึ่งการตรวจครั้งนี้ที่รู้ว่ามีการตรวจปลามีแค่ตัวเดียวเท่านั้น แต่เพื่อให้รู้แน่ ต้องตรวจปลาอย่างละเอียดถึง 14-15 ตัว

ซึ่งตอนนี้ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขง ประมงพื้นบ้านอำเภอเชียงคาน พยายามที่จะเก็บตัวอย่างปลาส่งให้ทางทีมวิจัย ตรวจสอบเพื่อให้ทราบผลสรุปที่แน่นอนอีกครั้ง รวมกลุ่มประมงของทางจังหวัดหนองคายด้วย

Read the full article on the publisher site

Matichon →