← Thailand feed

Matichon

AIS โชว์เคส AI & Digital Infrastructure สร้างเมือง-ระบบขนส่งอัจฉริยะ

Matichon ·

หมายเหตุ – นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS บรรยายในหัวข้อ The New Engine of Nation: Al และ Digital Infrastructure กับอนาคตไทย ในงานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ

⦁ AIS ครอบคลุม 95% เข้าถึงมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน

หลายคนอาจรู้จัก AIS ในฐานะผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ แต่ปัจจุบัน AIS มีบทบาทมากกว่านั้น โดยเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร ทั้งเครือข่ายโทรคมนาคม บรอดแบนด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัลสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

AIS มีโครงข่ายครอบคลุมกว่า 95% บรอดแบนด์เข้าถึงมากกว่า 20 ล้านครัวเรือน รวมถึงการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนการพัฒนา AI Data Center และ Sovereign Cloud เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต ทำให้สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน โดยข้อมูลที่ไหลผ่านระบบมีระดับ 41 เพตะไบต์ต่อวัน หรือเทียบเท่ากับการรับชมภาพยนตร์ต่อเนื่องหลายล้านชั่วโมง

เราเห็นอะไรจากดาต้าที่วิ่งเข้าวิ่งออก เราเห็นว่าอินโนเวชั่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยน จากสมัยก่อนเวลาเราเล่นอินเตอร์เน็ต เราส่วนใหญ่เป็นฝ่ายดาวน์โหลดหรือรับข้อมูลเข้ามา แต่ปัจจุบันเราเริ่มเห็นดาต้าขาออกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุค AI เพราะผู้ใช้งานส่วนใหญ่เริ่มสร้างข้อมูล ส่งข้อมูลออกไปให้ระบบ AI คำนวณหรือประมวลผล ก่อนส่งผลลัพธ์กลับมา เราเริ่มเห็นเทรนด์ลักษณะนี้ในการประยุกต์ใช้งาน AI มากขึ้น

⦁ ย้ำบทบาท Digital Infrastructure Provider

AIS พบว่ามีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มเด็กมหาวิทยาลัย เราเห็นการกระจายตัวใช้งานอยู่ในพื้นที่ไหนบ้างจากสถิติที่มี โดยเราสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ อนุมาน และทำเป็นสถิติให้เห็นภาพได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า AIS ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ทำเรื่องเครือข่ายมือถือเพียงอย่างเดียว แต่เป็น Digital Infrastructure Provider ซึ่งการจะสร้างนวัตกรรมได้ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ การเชื่อมต่อ การประมวลผล และข้อมูล หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ก็ไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาสร้างนวัตกรรมใหม่ได้

จุดเริ่มต้นสำคัญคือ ต้องรู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ยกตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือ ซึ่งในทางเทคนิคสามารถทำเซ็กเมนเทชั่นหรือจัดกลุ่มผู้ใช้งานได้ว่า คนกลุ่มไหนมีพฤติกรรมแบบใด เข้าใช้บริการโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าไหนบ้าง อยู่ที่ว่าจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้หรือไม่ ซึ่งข้อมูลลักษณะนี้ที่คนทั่วไปอาจมองไม่เห็น ก็สามารถนำไปสร้างบริการที่เหมาะสม สร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงช่วยบริหารจัดการและวางผังเมืองได้ เพราะทำให้เห็นว่าคนแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมและการใช้ชีวิตอย่างไร

⦁ หนุนไทยสร้าง Ecosystem-ลดพึ่งพาต่างประเทศ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องของคอนเทนต์และข้อมูลที่จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและสามารถบริหารจัดการได้ อย่างทุกวันนี้เวลาใช้ AI ก็ต้องตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนสอน AI เหล่านี้ หรือ Logic ที่ AI ใช้ตอบคำถามมาจากไหน บางเรื่องเป็นเรื่องเล็กๆ แต่สะท้อนวัฒนธรรมและวิธีคิดของแต่ละประเทศ อย่างเรื่องการใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ หรือพฤติกรรมบางอย่างที่คนไทยเข้าใจกัน แต่ AI อาจไม่เข้าใจ ถ้าข้อมูลหรือโมเดลทั้งหมดถูกสร้างจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบ AI ของตัวเอง ที่สามารถควบคุมได้และเข้าใจบริบทของคนไทย เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ประเทศได้จริง

สิ่งที่ AIS ทำจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเครือข่ายมือถือ แต่รวมถึงการสร้าง Computing Power ระบบ Cloud และ Data Infrastructure ที่สามารถรองรับการพัฒนา AI และนวัตกรรมต่างๆ ได้ในประเทศ ในมุมของ 5G หลายคนอาจมองว่าเป็นเครือข่ายมือถือที่เร็วขึ้น แต่จริงๆ แล้ว 5G คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของนวัตกรรม เพราะสามารถนำไปใช้ควบคุมหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องอาศัยการรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วระดับเสี้ยววินาที อาทิ ระบบควบคุมรถอัตโนมัติ หรืออุตสาหกรรมอัจฉริยะ

นอกจากนี้ AIS ยังมีระบบ Computing และ Data Center ที่เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการระดับโลก เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล หากประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ สุดท้ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งหมดก็อาจต้องพึ่งพาต่างประเทศทั้งหมด วันนี้เราจึงพยายามสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมของตัวเองได้ ทั้งเครือข่าย การประมวลผล และข้อมูล เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

⦁ จับมือ EEC สร้างเมืองอัจฉริยะ

ปัจจุบันพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากการเข้ามาของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้แนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยระบบต่างๆ ภายในพื้นที่จำเป็นต้องสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตของประชาชน

ความร่วมมือ AIS กับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC มีการให้บริการเครือข่าย 5G ครอบคลุมในหลายจุดสำคัญ แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือ การนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์ เช่น การกระจายตัวของประชากร การเดินทาง และการเคลื่อนย้ายของผู้คนในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อช่วยออกแบบผังเมือง วางระบบสาธารณูปโภค และบริหารจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรจริงในแต่ละช่วงเวลา การวางแผนพัฒนาเมืองในปัจจุบันไม่สามารถใช้ความรู้สึกได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยข้อมูลจริงและ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้การตัดสินใจแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จุดเด่นของ EEC แตกต่างจากการพัฒนาเมืองทั่วไป เพราะมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายในพื้นที่มีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำงาน การอยู่อาศัย อุตสาหกรรม การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ดังนั้น ระบบสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีจึงต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ ไฟ การสื่อสาร หรือดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน

⦁ ผนึก SCG พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะไร้คนขับ

AIS ยังร่วมมือกับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เพื่อพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยี 5G ควบคุมรถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับภายในพื้นที่เหมืองและโรงงานแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Intelligent Transportation Management ซึ่งสามารถรับส่งข้อมูลและประมวลผลได้อย่างรวดเร็วในระดับเสี้ยววินาที ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ถึง 75% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 35% และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอีกประมาณ 10%

โดย 5G ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายมือถือความเร็วสูง แต่เป็นหัวใจสำคัญของระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องอาศัยการรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ และมีค่าความหน่วงต่ำมาก ขณะเดียวกัน AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานบริการลูกค้าและการบริหารเครือข่ายอัจฉริยะ ผ่านระบบ AI Call Center และ Autonomous Network ที่ช่วยลดเวลาการแก้ไขปัญหาเครือข่ายลง 50% เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า จาก 91% เป็น 94%

ปัจจุบัน AIS ได้นำ AI มาใช้บริหารจัดการโครงข่ายของบริษัทเอง เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการใช้งานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือกิจกรรมขนาดใหญ่ อาทิ งานปีใหม่หรือคอนเสิร์ต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายและลดปัญหาสัญญาณติดขัด นอกจากนี้ บริษัทยังนำ AI มาใช้ในระบบคอลเซ็นเตอร์และบริการลูกค้า ซึ่งพบว่าผู้ใช้งานเริ่มคุ้นเคยกับการสื่อสารกับ AI มากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลได้รวดเร็ว ชัดเจน และมีมาตรฐานเดียวกัน

วันนี้ AIS ไม่ใช่เพียงบริษัทผู้ให้บริการมือถือ แต่เป็น Digital Infrastructure Provider ที่มีทั้งระบบ 5G อัจฉริยะ ระบบคลาวด์ เทคโนโลยี AI และ Data Analytics รวมถึง Digital Platform และ APIs เพื่อสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มภาคอุตสาหกรรม เรามุ่งเสริมศักยภาพให้ประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

Read the full article on the publisher site

Matichon →