← Thailand feed

Matichon

หนูที่วิ่งข้ามถนนหรือการกระตุกหนวดมังกร : การหลบเลี่ยงหล่มน่านฟ้าของไต้หวัน

Matichon ·

เ รื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันนี้ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดๆ ว่าการที่ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน ไต้หวัน คือ หนูตัวกระจ้อยร่อยที่ต้องวิ่งข้ามถนนแปดเลนที่มีรถบรรทุกสิบล้อวิ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา รถบรรทุกที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ คือเหล่ามหาอำนาจที่จ้องจะเหยียบเจ้าหนูให้แบนติดดินหากบังอาจมาขวางทางจราจร แต่ในทางกลับกันไต้หวันอาจจะเรียกการเล็ดลอดเดินทางของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ที่สามารถเดินทางไปถึงประเทศเอสวาตินีได้ในวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ว่าเป็นการกระตุกหนวดมังกรได้เหมือนกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ของไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีน (ROC) ที่นับวันพื้นที่จะยืนในเวทีโลกถูกบีบแคบเข้าไปทุกที เพราะทั้งโลกมีประเทศอยู่ร่วม 200 ประเทศ แต่มีเพียง 12 ประเทศเล็กๆ เท่านั้นที่ยังรับรองความเป็นประเทศของไต้หวันอยู่ในปัจจุบัน การที่ไต้หวันจะขยับตัวทำอะไรแต่ละอย่าง ไม่ใช่แค่เรื่องของการทูตธรรมดา แต่มันคือการเล่นกายกรรมบนเส้นลวดที่ขึงอยู่เหนือเหวลึก และคนถือเส้นลวดอีกฝั่งหนึ่งก็คือพี่เบิ้มอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนที่พร้อมจะตัดเส้นลวดให้ขาดได้ทุกเมื่อ

ล่าสุดที่เป็นข่าวคราวใหญ่โตและแสดงให้เห็นถึง ความเก๋าและความเหี้ยม ในเชิงการทูตของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็คือเรื่องการใช้มาตรการภาษี เป็นอาวุธในการต้อนเพื่อนร่วมโลกให้เข้าคอกสนับสนุนลัทธิจีนเดียว โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศงดเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสู่ประเทศจีนให้กับประเทศในทวีปแอฟริกาหมดทั้งทวีป ฟังดูเหมือนจีนเป็นพ่อพระใจบุญที่อยากจะอุ้มชูเศรษฐกิจของประเทศในทวีปแอฟริกาให้ลืมตาอ้าปากได้ แต่ช้าก่อนครับ ของฟรีไม่มีในโลก เพราะเขามีหมายเหตุตัวโตๆ กำกับไว้ว่า ยกเว้นประเทศที่ยังคงรักษาสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน และประเทศที่ว่านั้น ในทวีปแอฟริกาก็เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ ราชอาณาจักรเอสวาตินี (Eswatini) หรือในอดีตคือประเทศสวาซิแลนด์เดิมนั่นเอง

การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนทำแบบนี้ มันคือการโดดเดี่ยวไต้หวันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การงดเว้นภาษีให้กับประเทศอื่นรอบข้างเอสวาตินี แต่เว้นเอสวาตินีไว้ประเทศเดียว มันคือการกดดันให้ประชาชนและรัฐบาลเอสวาตินีต้องรู้สึกว่า การเป็นเพื่อนกับไต้หวันนั้นมันมีราคาแพงเหลือเกิน มันเป็นการใช้ความยากจนและความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการบีบคั้นทางการเมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

ผลกระทบที่ตามมามันไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องตัวเลขในบัญชีการค้า แต่มันลามไปถึงสิทธิในการใช้ฟากฟ้าอีกด้วย เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นประธานาธิบดีไต้หวันต้องพบกับความอัปยศทางการทูต เมื่อแผนการเดินทางไปเยือนเอสวาตินีต้องถูกยกเลิกเพราะไม่สามารถบินผ่านน่านฟ้าของหลายประเทศในแอฟริกา

เหตุผลน่ะหรือครับ? ก็เพราะบรรดาประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นภาษีของสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่างพร้อมใจกัน ปิดน่านฟ้า ไม่ให้เครื่องบินของผู้นำไต้หวันบินผ่าน

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “หล่มน่านฟ้า” ครับ เครื่องบินนะครับ เมื่อน่านฟ้าถูกปิด การเดินทางจากนครไทเปไปยังกรุงอึมบาบานี (เมืองหลวงเอสวาตินี) ก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยทางสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่ต้องใช้เครื่องบินรบไปขับไล่ด้วยซ้ำ แค่ใช้ปลายนิ้วจรดปากกาเซ็นคำสั่งงดภาษีเท่านั้น บรรดาประเทศในแอฟริกาก็พร้อมจะทำหน้าที่เป็น “รปภ.” กั้นทางไม่ให้หนูไต้หวันวิ่งข้ามถนนได้แล้วเหตุการณ์ในเดือนเมษายนนั้นจึงเป็นชัยชนะเล็กๆ ของจีนที่แสดงให้เห็นว่า เขาสามารถควบคุมการจราจรทางอากาศของโลกได้โดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว

แต่ทว่า ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หากสาธารณรัฐประชาชนจีนมี หมาก ไต้หวันก็มี กลยุทธ์ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นหนู แต่หนูก็มีไหวพริบในการหาช่องว่างระหว่างรอยต่อของเวลาและผลประโยชน์ หลังจากที่ต้องล่าถอยไปเมื่อปลายเดือนเมษายนมาก่อน แต่อีกไม่กี่วันในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2569 ประธานาธิบดีไต้หวันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ถนนที่ปิดตาย ก็อาจจะมีช่วงที่ไฟเขียวเปิดให้วิ่งได้ชั่วคราว

การที่ผู้นำไต้หวันสามารถเดินทางถึงเอสวาตินีได้ในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้ ไม่ใช่เรื่องฟลุค และไม่ใช่เรื่องที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดใจอ่อนขึ้นมา เมื่อประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ตกอยู่ในสภาวะจนแต้ม เพราะถูกปฏิเสธเส้นทางบินอย่างต่อเนื่องจากประเทศเซเชลส์, มอริเชียส และมาดากัสการ์ ไม่ให้เครื่องบินผ่านน่านฟ้า

นอกจากนี้เยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก ปฏิเสธการขอแวะพัก (Transit) ทำให้เส้นทางบินจากไต้หวันไปแอฟริกาถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

ดังนั้นจึงมีการออกอุบายสร้างข่าวว่าในวันที่ 1 พฤษภาคม ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อจะไปร่วมงานวันแม่ทางตอนใต้ของไต้หวัน แต่ปรากฏว่า ตอนรุ่งเช้าวันที่ 2 พฤษภาคม ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อกลับไปโผล่ที่ประเทศเอสวาตินีเรียบร้อยแล้วโดยใช้เครื่องบินส่วนพระองค์ของกษัตริย์แห่งเอสวาตินีในการบินลอดผ่านแนวปิดล้อมไปได้อย่างลับๆ ซึ่งการไปเยี่ยมเยือนพันธมิตรประเทศสุดท้ายในแอฟริกาของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ คือการประกาศก้องว่า “ข้ายังไม่ตาย” และ “ข้ายังข้ามถนนได้อยู่” แม้มันจะเป็นการเสี่ยงชีวิตกระตุกหนวดมังกรชนิดที่เส้นยาแดงผ่าแปดก็ตาม

ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนเองคงจะหัวเสียไม่น้อยที่มาตรการล้อมกรอบน่านฟ้า เกิดรูรั่วขึ้นมา แต่นี่แหละครับคือเสน่ห์ (ที่น่าสะพรึงกลัว) ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีใครชนะถาวร และไม่มีใครแพ้ตลอดกาล วันนี้ไต้หวันอาจจะวิ่งข้ามถนนได้สำเร็จ แต่พรุ่งนี้จีนอาจจะสร้างกำแพงที่สูงกว่าเดิม หรือไม่ก็อาจจะซื้อถนนทั้งเส้นไปเลยก็ได้

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

Read the full article on the publisher site

Matichon →