Matichon
ส.อ.ท.เตรียมพบนายกฯพรุ่งนี้ ขอรัฐหนุน Made in Thailand – ดัน PDP ยกระดับแข่งขันอุตฯ
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังร่วมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม และการยกระดับ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ด้วยนวัตกรรม” ที่งานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” ว่าในบรรดายุทธศาสตร์ 5I นั้น ไอที่ 4 หรือ Industrial Infrastructure Reform (การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน) ถือเป็นงานที่ยากที่สุด เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องอาศัยการผลักดันร่วมกับรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่อง “พลังงาน” ที่ ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นฐานรากสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
“จริงๆ แล้ว I4 คือ Infrastructure นี่ยากที่สุด เพราะเราต้องพยายามคุยให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ดีใจที่มีการพูดถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอยู่ ซึ่งต้องช่วยกันผลักดัน PDP ให้เร็วที่สุด เพราะหากทำได้ จะส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันทั้งหมด แม้ 1-3 จะทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าฐานโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ก็ยังเป็นเรื่องหนักอยู่” นางพิมพ์ใจกล่าว
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า นอกจากนี้ เรื่อง “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ภายใต้ไอที่ 5 ก็นับเป็นงานหนักไม่แพ้กัน เนื่องจากต้องเร่งสร้างและเตรียมความพร้อมแรงงานให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI), หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) ไปจนถึงการควบคุมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องประสานงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างใกล้ชิด
นางพิมพ์ใจกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังเดินหน้าผลักดันด้านกฎระเบียบ และการดูแลปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทย โดยตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาดูแลเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงผลักดันมาตรฐาน MIT ควบคู่กับกรมบัญชีกลาง และเตรียมขยายผลร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลให้เข้มแข็งมากขึ้น
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ในวันที่ 12 พฤษภาคม มีกำหนดการนำคณะกรรมการ ส.อ.ท.เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจ โดยประเด็นหลักคือการขอรับการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) เพื่อรักษาและส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก หากคนไทยมั่นใจและซื้อสินค้าไทย จะเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจได้มหาศาล
นางพิมพ์ใจกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง มั่นใจว่าหาก กรอ. สามารถขับเคลื่อนงานได้เหมือนในอดีต จะสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและทำให้การดำเนินนโยบายระหว่างรัฐและเอกชนเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ส่วนมุมมองต่อโครงการแลนด์บริดจ์นั้น แม้จะยังเป็นโครงการระยะยาว แต่หากไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่ดี และสามารถพัฒนาท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนองให้เป็นประตูการส่งออกได้ ก็จะช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มโอกาสด้านการส่งออกของประเทศ หากโครงการนี้เดินหน้าได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนให้ไทยเป็น Global Supply Chain ของสินค้าในภูมิภาคได้ ส่วนกรณีแนวคิดการกำหนดเงื่อนไขหรือหลักประกันสำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ยอมรับว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และยังต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะมีทั้งมิติของการป้องกันความเสี่ยงของประเทศ และผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ส่วนประเด็นเงินกู้ 2 แสนล้านบาท (ส่วนแรกจาก 4 แสนล้านบาท) เห็นว่าเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ตรงจุด ขณะที่ 2 แสนล้านบาทหลังที่จะนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนั้น ถือว่าตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ Industrial Infrastructure ของ ส.อ.ท. เช่นกัน โดยระบุว่าหากสามารถปลดล็อกโครงสร้างพลังงานและลดการนำเข้า LNG ได้จริง จะช่วยลดต้นทุนอุตสาหกรรมได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังต้องติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและคุ้มค่าที่สุด
Read the full article on the publisher site
Matichon →