Matichon
การปลอบประโลมยามมืดมนของคนต่างยุคสมัย (6’)
การปลอบประโลมยามมืดมนของคนต่างยุคสมัย (6’)
งามศุกร์ รัตนเสถียรเป็นเพื่อนที่ช่วยอ่านและแก้ไขบทความที่ผมส่งลงมติชนออนไลน์มาโดยตลอด เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ก็ช่วยส่งหนังสือมาให้อ่านสองเล่ม ผมอ่านจบไปเล่มหนี่งซึ่งน่าสนใจมาก จึงขอย่อความมาแบ่งปันกับผู้อ่าน โดยได้เขียนบทความก่อนหน้านี้แล้วห้าบท และบทนี้เป็นตอนที่ 6 หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า “ยาใจ : วิถีปลอบประโลมยามมืดมน” เขียนโดยไมเคิล อิกนาติเอฟ แปลโดยนักวิชาการ 10 คนที่แบ่งกันแปลคนละบทสองบท โดยมีปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล เป็นบรรณาธิการบทแปล ผู้เขียนเคยเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมของคานาดา ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลยูโรเปียน ที่กรุงเวียนนา
บทความห้าบทแรกที่เขียนก่อนหน้านี้ได้นำเสนอประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องการปลอบประโลมใจ ที่ครอบคลุมเนื้อหาหนังสือ “ยาใจ” บทที่ 1 – 14 บทความนี้จึงเป็นการเขียนต่อ เริ่มจากบทที่ 15 – 16
บทที่ 15 ของหนังสือ “ยาใจ” มีชื่อว่า “ชีวิตที่ปราศจากหรรษทาน : The Plague โดยอัลแบร์ กามูส์” แปลโดย รชฏ สาตราวุธ
กามูส์ (ค.ศ. 1913 – 1960) เกิดที่เมืองมองโดวี เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ประเทศอัลจีเรียซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส พ่อแม่เป็นชาวฝรั่งเศส เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เขาใช้ชีวิตวัยเด็กในย่านที่ยากจน และต่อมาได้ศึกษาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยอัลเจียร์ เขามีผลงานเขียนมากมาย มีคนกล่าวถึงเขาในฐานะ นักปรัชญา, นักเขียนนวนิยาย, นักประพันธ์, นักเขียนบทละคร, นักข่าว, และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ. 1957 เมื่ออายุ 44 ปี โดยเป็นผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวคนแรกที่เกิดในแอฟริกา ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาไทยหลายเล่ม รวมถึง “คนนอก” (L’Étranger), “กาฬวิบัติ” (La Peste) และบทความปรัชญา “ตำนานซีซีฟุส” (Le Mythe de Sisyphe), “มนุษย์สองหน้า” (La Chute), และบทละคร “ผู้เที่ยงธรรม” (Les Justes)
หลังจากจบมหาวิทยาลัย กามูส์ทำงานเป็นนักข่าวที่เมืองท่า โอรัง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอัลจีเรีย ที่นี่ เขาแต่งงานและหย่าร้างกับภรรยาคนแรกชื่อ ซีโมน ฮีเอ ในปี ค.ศ. 1934 และ 1936 ตามลำดับ ต่อมาในปี ค.ศ. 1940 เขาแต่งงานกับ ฟรานซีน ฟอร์ และอยู่กินกับเธอมาโดยตลอด แต่ก็มีคู่รักหลายคน ด้วยเป็นคนเจ้าชู้และรูปหล่อ ที่เมืองโอรัง เขาเขียนหนังสือสองเล่ม ชื่อ “คนนอก” และ “ตำนานซีซีฟุส” ซึ่งตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1942 และสะท้อนแนวคิดปรัชญาว่า “โลกไร้สาระ” (absurd) ของเขา เขาป่วยเป็นวัณโรคตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุยี่สิบแปดปี อาการของเขากำเริบขึ้นจนไอเป็นเลือด หมอจึงแนะนำให้หนีอากาศชื้นของเมืองโอรัง ไปพักฟื้นในอากาศบริสุทธิ์ของภูเขา ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1942 เขาและฟรานซีนก็มาตั้งหลักที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อปาเนอลิเอร์ ในภาคกลางของฝรั่งเศส
ในเดือนตุลาคม อาการของเขาดีขึ้น ฟรานซีนกลับไปสอนหนังสือที่เมืองโอรัง เขาเตรียมจะตามไป แต่เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 1942 กองทัพเยอรมันที่ได้ยึดครองฝรั้งเศสตอนเหนือ ก็เข้ายึดครองฝรั่งเศสทั้งหมด ทำให้เขาไม่สามารถเดินทางกลับไปอัลจีเรียที่กองทัพอังกฤษและอเมริกาเพิ่งเข้ามายึดครองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนได้ เขาจึงเดินทางไปปารีส เพื่อรับงานที่กัสตง กัลลิมาร์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือของเขาเสนอให้ทำ
เราไม่ทราบว่าเรื่องโรคระบาดเข้ามาสู่ความคิดของกามูส์ได้อย่างไร อาจจะเกี่ยวกับการระบาดของไข้รากสาดใหญ่ในอัลจีเรียในปี ค.ศ. 1941 หรือเกี่ยวกับอุปลักษณ์ที่เปรียบการยึดครองของเยอรมนีกับโรคระบาดก็เป็นได้
หนังสือเรื่อง La Peste ของเขาเล่าเรื่องสมมุติว่าเกิดการระบาดของกาฬโรคในเมืองโอรัง เมืองถูกกักกัน ผู้คนเผชิญความโดดเดี่ยว, ความกลัว, และความตาย ตามท้องเรื่อง หนูจำนวนมากตายเกลื่อนเมือง ตามมาด้วยผู้คนที่เริ่มป่วยและตายด้วยโรคติดต่อร้ายแรง ตัวละครหลัก คือ หมอริเออซ์ ผู้ต่อสู้กับโรคระบาดด้วยความรับผิดชอบและมนุษยธรรม ท่ามกลางความไร้เหตุผลของชีวิต โดยมี ฌอง ตาร์รู เป็นผู้ช่วยจัดตั้งทีมอาสาสมัคร, มี เรย์มองด์ รามเบิร์ต นักข่าวที่พยายามหาทางออกจากเมืองเพื่อไปหาคนรักแต่สุดท้ายเลือกอยู่ช่วย, และบาทหลวงปาเนลูซ์ ที่มองว่าโรคระบาดคือการลงโทษจากพระเจ้า
แนวเรื่องของหนังสือคือความไร้สาระของชีวิต โรคระบาดเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ไม่ยุติธรรม และมนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แต่มนุษย์ก็ช่วยกันต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมนี้ แม้รู้ว่าอาจแพ้ แต่การทำหน้าที่ของตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นคือสิ่งที่แสดงความเป็นมนุษย์ เมื่อโรคระบาดค่อย ๆ หายไป ชาวเมืองกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่หมอริเออซ์รู้ดีว่าเชื้อโรคหรือ “ปีศาจร้าย” นี้ไม่มีวันตายสนิท และพร้อมจะกลับมาทำลายมนุษย์ได้เสมอหากมนุษย์ประมาท กามูส์อธิบายแนวคิดของเขาไว้ในสมุดบันทึกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1942 ว่า
“มันคือความรู้สึกของการพลัดถิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย หรือก็คือความรู้สึกของความว่างเปล่าที่ไม่เคยละทิ้งเราไป ความโหยหาอย่างไร้เหตุผลที่จะย้อนกลับไปในอดีต หรือไม่ก็เร่งให้เวลาผ่านพ้นไปเร็วขึ้น … ข้าพเจ้าต้องการแสดงออกผ่านโรคระบาดถึงความอึดอัดที่เราทุกคนต้องทนทุกข์ และบรรยากาศของการคุกคามและการพลัดถิ่นที่เรามีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้ายังต้องการขยายการตีความนี้ ให้ครอบคลุมแนวคิดของการดำรงอยู่โดยทั่วไปด้วย”
บทสนทนาระหว่างพระเอกกับพระรองของเรื่อง La Peste แสดงถึงการต่อสู้อันไร้สาระและไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ซึ่งเป็นตามหนังสือ “ตำนานซีซีฟุส” ที่เขาเขียนก่อนหน้านั้น ดังนี้
ทาร์รู : ใช่ แต่ชัยชนะของคุณจะไม่มีวันยั่งยืน แค่นั้นเอง
สีหน้าของริเออซ์หม่นลง : ผมรู้ … แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้ในการต่อสู้
ทาร์รู : ไม่ใช่เลย ผมเห็นด้วย … เพียงแต่ตอนนี้ ผมนึกภาพออกแล้วว่าโรคระบาดนี้หมายถึงอะไรสำหรับคุณ
ริเออซ์ : ใช่ มันคือความพ่ายแพ้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ตัวละครที่สะเทือนใจมากที่สุด และพูดน้อยที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือแม่ของหมอริเออซ์ เธอนั่งเงียบ เฝ้าดูการตายอันเชื่องช้าและเจ็บปวดของทาร์รู เพื่อนของลูกชาย
เธอก้มตัวลงเหนือเตียง เกลี่ยผ้าห่มให้เรียบ แล้วเมื่อเธอยืดตัวขึ้นอีกครั้ง เธอก็วางมือลงบนเส้นผมที่ชื้นและพันกันของเขาอย่างแผ่วเบาอยู่ครู่หนึ่ง
นั่นคือหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งข้างเตียงของคนแปลกหน้า ตื่นอยู่เป็นเพื่อนเขายามค่ำคืน เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ตายอย่างเดียวดาย … นี่อาจเป็นภาพเหมือนของแม่ของกามูส์เองที่อัลเจียร์ ซึ่งเป็นเพียงหญิงหม้ายผู้ยากจน ไม่รู้หนังสือ หูตึงแต่กำเนิด และหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างเย็บและแม่บ้าน กามูส์ได้เรียนรู้จากเธอว่า การปลอบโยนที่ยั่งยืนที่สุดนั้น ไม่จำเป็นต้องมีคำพูด สิ่งที่ต้องทำมีเพียงนั่งอยู่ข้างเตียง จับมือใครสักคน ยื่นน้ำให้เขา เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ทำความสะอาดของเสีย ช่วยบรรเทาการทรมานของเขา นั่นแหละคือการปลอบโยนเพียงอย่างเดียวที่มีความหมายจริง
กามูส์อธิบายความหมายของงานเขียนของเขาว่า
มีผู้คนมากมายที่ขาดพระหรรษทาน (grace) แล้วมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรถ้าขาดพระหรรษทาน? เราจำเป็นต้องลงมือจริงจังเสียที และทำในสิ่งที่ศาสนาคริสต์ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือหันมาใส่ใจผู้ถูกสาป
บทที่ 16 ของหนังสือ “ยาใจ” มีชื่อว่า “ดำรงชีพในความจริง : จดหมายถึงโอลกา จาก วาตชลัฟ ฮาเวล” แปลโดย วริตตา ศรีรัตนา
ฮาเวล (ค.ศ. 1936 – 2011) เป็นรัฐบุรุษชาวเช็กเกีย, นักเขียน, กวี, นักเขียนบทละคร, และผู้คัดค้านระบอบคอมมิวนิสต์ หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เขาเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกียระหว่าง ค.ศ. 1989 ถึง 1992 จากนั้น ประเทศเชโกสโลวาเกียได้แยกออกอย่างสงบเป็นประเทศเช็กเกียและประเทศสโลวัค เมื่อในวันที่ 31 ธันวาคม เขาจึงเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเช็กเกียคนแรกระหว่างปี ค.ศ. 1993 ถึง 2003 ในฐานะนักเขียน เขาเป็นที่รู้จักจากบทละคร, บทความ, และบันทึกความทรงจำ
ฮาเวลตอบคำถามนักข่าวในปี ค.ศ. 1986 ถึงความมืดมน เมื่อสามปีก่อนที่ประเทศของเขาจะเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตว่า
ความหวังไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการมองโลกในแง่ดีอย่างแน่นอน
ความหวังไม่ใช่ความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลายเป็นดี
หากมันคือความเชื่ออันแน่วแน่ว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นมีความหมาย
ไม่ว่าสถานการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นไร
ฮาเวลยืนกรานว่า หนังสือร้องเรียนต่าง ๆ สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะหากคุณถูกขังในเรือนจำ การได้ล่วงรู้ว่าใครสักคนหนึ่งกำลังพยายามหาช่องทางต่อสู้เพื่อปล่อยตัวคุณออกมา แม้ความพยายามดังกล่าวจะสิ้นหวังก็ตาม เขาให้สัมภาษณ์อีกว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่นไกล หากเกิดขึ้นที่นี่ เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างมัน
ฮาเวลแต่งงานกับโอลกาซึ่งเป็นรักแรกในปี ค.ศ. 1964 เธอเป็นคนตรงไปตรงมา และคอยดูแลเขาในรายละเอียดของชีวิตประจำวันด้วยความรับผิดชอบ แม้เขาจะนอกใจเธอ เช่น เมื่อตำรวจมารวบตัวเขาในปี ค.ศ. 1979 เขาอยู่ในบ้านของคู่รักชื่อ อันนา เขาถูกจองจำครั้งแรกในปี ค.ศ. 1977 และครั้งที่สองในเรือนจำบอรี ระหว่างปี ค.ศ. 1979 – 1982 ด้วยข้อหาว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบคอมมิวนิสต์ ที่เรือนจำนี้ เขาถูกบังคับใช้แรงงานอย่างหนัก โอลกามาเยี่ยมเขาอย่างเย็นชา พร้อมสิ่งของเครื่องใช้ประจำวัน ที่ฮาเวลระบุในจดหมายในรายละเอียดว่า ต้องการยาสีฟันยี่ห้ออะไร ชาชนิดใด เป็นต้น
คืนหนึ่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1982 ฮาเวลกำลังดูรายการพยากรณ์อากาศร่วมกับนักโทษคนอื่น ๆ ทันใดนั้น เสียงจากผู้รายงานก็ขาดหายไปกลางรายการ นักโทษคนอื่น ๆ อาจสะใจที่เห็นทาสรับใช้ระบอบผู้แสนดี ยืนแน่นิ่งกลางเวทีด้วยความกระดากใจ ไปไม่ถูก แต่ฮาเวลกลับเต็มตื้นด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้รายงานข่าว เขาบรรยายเหตุการณ์นี้ในจดหมายถึงโอลกาฉบับหนึ่งว่า
เสื้อคลุมอาภรณ์แห่งกิจวัตรร่วงหล่นไป และทันใดนั้น สตรีผู้มีท่าทีสับสน เป็นทุกข์ และอับอายเหลือประมาณ ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเรา เธอหยุดพูดและมองตรงมาทางพวกเราด้วยสีหน้าอาการสิ้นหวัง ก่อนหันหน้าไปมองทางด้านข้าง แต่ไม่รับความช่วยเหลือจากผู้ใดในทิศทางนั้นเลย … เธอได้แต่ยืนอยู่ในความเปลือยเปล่า อันเป็นสถานะดึกดำบรรพ์แห่งมนุษย์ผู้ไร้ที่พึ่ง
ฮาเวลสารภาพกับโอลกาว่า เขารู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ “ทุกสิ่งอย่าง” ที่เกิดขึ้น รวมถึงความทุกข์ทรมานของสตรีแปลกหน้าคนนี้ เขาเห็นตัวเองในความอับอายของเธอ เขาตระหนักว่า “การมีส่วนร่วมรับผิดชอบ” ต้องเป็นหลักยึดแห่งชีวิตของเขา สมตามคำกล่าวของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ เอ็มมานูเอล เลวินาสว่า “เรามีตัวตนทุกวันนี้ได้ เพราะเรามีความรู้รับผิดชอบ”
พนักงานสอบสวนผู้ชาญฉลาดคนหนึ่ง ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของฮาเวล เค้นบังคับให้เขาตกลงที่จะยุติบทบาทโฆษกของกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมือง แลกกับการปล่อยตัวก่อนกำหนด เมื่อถูกปล่อยตัว สหายของเขาเข้าใจเหตุผลและการกระทำของเขา แต่เขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต “เป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หลายปีเลยทีเดียว ที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวัง เงียบงัน การกระหน่ำตำหนิตัวเอง ความอับอาย” เขาสารภาพว่าโอลกาผู้เดียวเท่านั้นที่รับรู้ว่าเขาสิ้นหวังเพียงใด
ทว่า แรงบันดาลใจจากเลวินาสและการชำระจิตใจผ่านความเมตตาต่อผู้รายงานข่าวสตรีคนนั้น ทำให้เขาได้หวนกลับไปหารากเหง้าแห่งพันธะผูกพันที่เขามีต่อผู้อื่น คติพจน์ “การดำรงชีพในความจริง” ทำให้ฮาเวลไม่เหลือพื้นที่สำหรับการปลอบประโลมอันจอมปลอม การจะให้อภัยตัวเองได้นั้น เขาต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างลึกซึ้งแห่งตัวตนของเขา ต่อความอ่อนแอและความล้มเหลวในห้องสอบสวนของเรือนจำ
การกล้ายอมรับความล้มเหลว หมายถึงการเลิกเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวนั้น ๆ คือตัวตนที่สมควรถูกละทิ้ง อีกทั้งหมายถึงการยอมรับว่า บุคคลที่ผิดพลั้งไปผู้นี้ คือตัวคุณเองเสมอมาและตลอดไป การยอมรับตัวตนที่ล้มเหลว คือการหยุดผลักไสความอับอายให้พ้นตัว นี่คือสิ่งจริงแท้แน่นอนที่ต้องลงมือทำ เพื่อ “ดำรงชีพในความจริง”
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ฮาเวลได้รับการปล่อยตัวเมื่อต้นปี ค.ศ. 1983 ลักษณะนิสัยบางอย่างของเขาไม่เคยเปลี่ยน เขากลับไปมีความสัมพันธ์กับอันนา และหลังจากนั้นกับผู้หญิงอีกคน โอลกาเองมีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ฮาเวลไม่เคยทอดทิ้งโอลกา จนถึงวาระสุดท้ายของเธอ โอลกายังคงเป็นหลักพึ่งพิงของเขา เป็นสหายที่เขาไว้ใจที่สุด และเป็นผู้วิจารณ์ตัดสินตัวเขาอย่างสัตย์จริง
อารมณ์ขันและความชอบถล่มตัวเองของฮาเวล ช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตไปได้ ท้ายที่สุด เขามักใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบ้านชนบทที่เคยอาศัยอยู่กับโอลกา เขาคิดใคร่ครวญว่าตัวเอง กำลังหนีสาธารณชน หนีการเมือง หนีผู้คน บางทีกำลังหนีแม้แต่ภรรยาใหม่ของเขา และบางทีอาจกำลังหนีตัวเขาเองด้วย อย่างไรก็ดี เขาเลิกตัดสินตัวเองเมื่อนานมาแล้ว การตระหนักถึงความจริงข้อนี้ อาจช่วยปลอบประโลมใจเขาบ้างไม่มากก็น้อย
โคทม อารียา
Read the full article on the publisher site
Matichon →