Matichon
ตั้งใจจะ ‘ขุดคลอง’…ตั้งแต่สมัยดึกดําบรรพ์
“เส้นทาง-คลองขุด” เพื่อเป็น “ทางเลือก” เพื่อจะไม่ต้องไปผ่านช่องแคบมะละกา เป็นความพยายามมาตั้งแต่โบราณกาล
กว่า 400 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ …ชาวอินเดีย ชาวอาหรับ ชาวเมืองทวายมะริด ตะนาวศรี เดินทางไป-มา ใน “เส้นทาง” ในป่าเขาระหว่างตะนาวศรี-ชุมพร (จากอันดามัน-อ่าวไทย) เพื่อเข้าสู่อยุธยา บ้างก็เดินทางต่อไปเขมร ญวน
ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า การเดินทางจากฝั่งอันดามัน มาโผล่เห็นทะเลที่อ่าวไทยในพื้นที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ หรือ จ.เพชรบุรี
ในขณะที่ช่องแคบมะละกา คือ เส้นทางเดินเรือปกติที่สำคัญมานานนับพันปี
นักเดินเรือจากโปรตุเกส และฮอลันดา แล่นเรือมาผ่านช่องแคบมะละกาเพื่อการค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า เรือสินค้าขนาดใหญ่ของทุกชาติมีอาวุธประจำเรือพร้อมทหาร มาถึงปลายแหลมมลายู เข้ามาในอ่าวไทยบ้างก็เข้าสู่อยุธยา บ้างก็เลยไปไกลถึงเมืองจีนโน่น
(ระหว่าง พ.ศ.1948-1976 กองเรือจากจีนโดยแม่ทัพ เจิ้ง เหอ แห่งราชวงศ์หมิง เดินทางผ่านและแวะพักที่มะละกาหลายครั้ง ในการเดินทางสำรวจทะเลทั้ง 7 ครั้ง ก็นำขบวนเรือจากจีนมาผ่านช่องแคบมะละกา ไปค้าขายถึงทวีปแอฟริกา)
แปลว่า อดีตโพ้น…การข้ามจากอันดามัน-อ่าวไทยมี 2 ทาง คือ ผ่านช่องแคบมะละกา หรือเดินเท้าทางบกผ่านจากตะนาวศรี-ชุมพร
“เส้นทางบก” ที่ถือเป็น “ทางลัด-ทางเลือก” จากอันดามันสู่อ่าวไทย เริ่มมีการรับรู้ ตั้งแต่นักการทูตฝรั่งเศสใช้เส้นทางนี้ แล่นเรือมาจากยุโรป เพื่อมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอยุธยา ทั้งขามา-ขากลับ รวมถึงคณะทูตไทยจากอยุธยาที่ไปเยือนกรุงปารีส
ต้องยอมรับว่า…ฉลาด เก่ง กล้า แม่นยำ ในการค้นพบเส้นทาง
คณะทูตจากปารีสเดินทางมาอยุธยาต่อเนื่อง ใช้บริการ “เส้นทางลัด” รวมถึงสมเด็จพระนารายณ์ฯทรงไว้วางพระทัยฝรั่งเศสมาก ด้วยเหตุที่ฝรั่งเศสเจริญรุ่งเรืองระดับต้นของโลก คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสเสี่ยงตายเดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเผยแผ่คริสต์ศาสนา
เมื่อมีการเดินทางต่อเนื่อง ฝรั่งเศสจึงกล้า “เสนอแนวคิด” เรื่องการขุดคลองบริเวณคอคอดกระ เพื่อแสดงแสนยานุภาพของราชสำนักฝรั่งเศส
สถานการณ์โลกด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเวลานั้น ฝรั่งเศสและอังกฤษ ต่างแข่งกัน “เบ่งกล้าม” ออกล่าอาณานิคม ล่าเมืองขึ้นให้มากที่สุดเพื่อสนองนโยบายต่อราชสำนัก
การแล่นเรือ เดินเท้า สำรวจ ดินแดนลึกลับทั่วโลก เป็นสัญชาตญาณ และความสุขของนักผจญภัยชาวยุโรป เรือล่มตายไปเป็นผีในทะเลมหาศาล การเดินทางผจญภัยไปในพื้นที่ต่างๆ ของโลก คือ ภารกิจหลักแบบเอาเป็น-เอาตาย มียศถาบรรดาศักดิ์ ทรัพย์สมบัติเป็นรางวัล
ของมีค่าจากทุกมุมโลก ใหญ่เล็ก จะถูกปล้น ขนย้ายไป ลอนดอน ปารีส เพื่ออวด แข่งบารมีกัน… (“ระฆังเหล็ก” ขนาดยักษ์ของพม่า อังกฤษนำขึ้นเรือไปแล้ว หากแต่เรือล่ม ต่อมาชาวพม่าจึงกู้ขึ้นมาตั้งไว้บนเจดีย์ชเวดากอง)
เรือแต่ละเที่ยว ไป-มาปารีส-อยุธยา ต้องคุ้มค่า มีภารกิจเสมอ
มงซิเออ เดอ ลา มาร์ (Monsieur de la Mare) วิศวกรชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาพร้อมกับคณะราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (คณะของเชอวาลีเย เดอ โชมองต์) ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระนารายณ์ฯให้ไปสำรวจความเป็นไปได้ในการขุดคลอง
ในเวลานั้น เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เป็นอ่าวใหญ่และเป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญในการเดินเรือ ของ โปรตุเกส อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศสจากมหาสมุทรอินเดียเข้าสู่ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในสมัยอยุธยา เมืองเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยาม ก่อนจะตกเป็นของพม่าในสมัยราชวงศ์คองบอง
(ในช่วงกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2330 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและรัชกาลที่ 1 เคยยกทัพไปตีเมืองทวาย ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของเมืองนี้ในฐานะเมืองหน้าด่านด้านตะวันตก)
ทีมวิศวกรฝรั่งเศสต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วย ผลการสำรวจเพื่อขุดคลองยักษ์ สรุปผลงานได้ว่า ไม่มีเครื่องจักรกลเพียงพอที่จะขุด เจาะทะลุผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันและหินแข็งได้
รวมถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในอยุธยา หลังการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ พระเพทราชาที่ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ต่อมา เกลียดฝรั่งเศส ทำสงครามย่อยๆ ขับไล่ฝรั่งเศสออกไปจากสยาม ทำให้ความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสยุติลง…หยุดแผนขุดคลอง
ถามว่า แรงจูงใจของสยามและฝรั่งเศสมาบรรจบกันตรงไหน?
ฝรั่งเศสต้องการสร้างเส้นทางการค้าใหม่เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับชาวดัตช์ และโปรตุเกส ซึ่งในขณะนั้นมีกองเรือ มีทหาร ในช่องแคบมะละกา
ฝรั่งเศสมองหา “ทางลัด” และต้องการเป็นเจ้าของสัมปทานคลองขุด ซึ่งจะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากยุโรปไปยังอยุธยาและจีน เพื่อขยายอิทธิพลทางการเมืองและศาสนา
อยุธยาแนบแน่นกับปารีสมากกว่าชาติใดๆ เพราะทีมวิศวกรฝรั่งเศสคือ ผู้ออกแบบป้อมค่ายและวางผังเมือง (เช่น อยุธยา ละโว้ สงขลา) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในการฝังรากลึกอิทธิพลของฝรั่งเศสในสยาม
ถือว่าฝรั่งเศสเป็นเพื่อนเก่า-รู้ใจ-ไว้ใจได้
แรงจูงใจของสมเด็จพระนารายณ์ฯในการสำรวจเส้นทางอันดามัน-อ่าวไทย คือ ยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่ทรงต้องการความสะดวกในการ เคลื่อนกำลังพลและกองเรือ ระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามันเพื่อรับมือกับศึกพม่าความมั่นคงของราชอาณาจักร
แนวคิดวันโน้น คือ “ขุดคลอง” ครับ
การสร้างคลองจะทำให้เมืองสำคัญทางใต้อย่างสงขลาเข้มแข็งขึ้น และช่วยสร้างพันธมิตรใหม่ (ฝรั่งเศส) มาช่วยคานอำนาจฮอลันดาที่กำลังคุกคามสยามในขณะนั้น
คอคอดกระตั้งอยู่ในเขต อ.กระบุรี จ.ระนอง โดยเป็นจุดที่แคบที่สุดของแหลมมลายู มีความกว้างเพียงประมาณ 50 กิโลเมตรจากฝั่งตะวันตก (อันดามัน) ไปฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย)
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ไม่ต้องการแล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกา คือ โจรสลัดในทะเลมะละกา
มิใช่แต่เพียงชาวตะวันตกเท่านั้น ชาวเปอร์เซีย (ปัจจุบัน คือ อิหร่าน) คือ 1 ในมหาอำนาจด้านการเดินเรือมาผ่านช่องแคบมะละกา พร้อมทั้งการตั้งสถานีการค้าตามเมืองท่าต่างๆ รวมถึงเผยแผ่ศาสนาอิสลามมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก
ท่าเรือทวาย ถ้าวัดทางตรง ห่างจากชายแดนกาญจนบุรีเพียง 130 กิโลเมตรเท่านั้น
ฝรั่งเศส…ย้อนกลับมาหาทางขุดคลองอีกครั้ง
ในช่วงรัชสมัยในหลวง ร.4 และในหลวง ร.5 แนวคิดการขุดคลองผ่านคอคอดกระถูกนำเสนอและศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้งโดยชาติตะวันตก รวมถึงฝรั่งเศส
วิศวกรฝรั่งเศสเสนอโครงการสำรวจเส้นทาง เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และการพาณิชย์มุมมองเชิงภูมิรัฐศาสตร์
คลองที่จะขุดนี้ จะเป็นการเอื้อกับฝรั่งเศสมากที่สุดเพราะฝรั่งเศสจะสามารถเข้าถึง อาณานิคมของฝรั่งเศส คือ เขมร ลาว ญวน
ฝรั่งเศสที่แข่งขันกับอังกฤษ ต้องการเชื่อมเขมร ลาว ญวน กับอินเดียและยุโรป แต่โครงการในเวลานั้นไม่สำเร็จ เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษคัดค้าน ต่อต้านอย่างหนัก
แผนงาน โครงการที่จะขุดคลองโดยฝรั่งเศส…ยุติลงอีกครั้ง
ช่องแคบมะละกา ยาวประมาณ 900 กิโลเมตร และกว้าง 65-250 กิโลเมตร
พ.ศ.2440 ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี ซึ่งเส้นทางการเดินเรือแวะพักที่สิงคโปร์ ผ่านช่องแคบมะละกา ก่อนมุ่งหน้าสู่ยุโรป
ราว พ.ศ.2562 มีการรื้อฟื้นโครงการสำรวจขุดคลองอันดามัน-อ่าวไทย หรือที่รู้จักในชื่อ “คลองไทย” (Thai Canal)
พื้นที่ที่มีการสำรวจและพูดถึงมากที่สุดคือบริเวณแคบที่สุดของคาบสมุทรภาคใต้ (คอคอดกระ) จังหวัดระนอง-ชุมพร
มีเส้นทาง/แนวทาง คลองที่จะขุดตัดปลายด้ามขวานหลายเส้น
พ.ศ.2563 แนว/เส้นทาง 9A ผ่าน สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ตรัง และกระบี่ คือ ตัวเลือก นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลองไทย ขึ้นบริเวณปากคลองไทย คาดว่าใช้งบประมาณมหาศาล โครงการนี้ พี่จีน ดันหลังไทยสุดแรงเกิด
เสียงคัดค้าน ต่อต้าน อื้ออึงไปหมด ผสมผสานไปกับการไปกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงว่า คลองไทยจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับงินที่ลงทุนหรือไม่ในระยะทาง 135 กิโลเมตร
ข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งบประมาณการลงทุนสูงมาก ความไม่ชัดเจนเรื่องกรรมสิทธิ์พื้นที่ชายแดน และความมั่นคง คือ เหตุผลที่ต้องพับโครงการไปอีกครั้ง
มหาอำนาจ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น อาเซียน จับจ้องติดตาม ความเคลื่อนไหวเรื่องคลองไทยอย่างต่อเนื่อง
28 กุมภาพันธุ์ 2569 เกิดสถานการณ์สู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เขย่าความมั่นคงทางทะเลโลก กลายเป็นประเด็นร้อนส่งผ่านมาที่ช่องแคบมะละกา ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ระดับต้นของโลก
เกิดแรงกระเพื่อมมาถึงไทย ผลักดันให้เกิดการหาเส้นทางสำรอง มิใช่ “การขุดคลอง” แต่แปรผันมาเป็น โครงการแลนด์บริดจ์ วงเงินลงทุนราว 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลไทยนำขึ้นมาปัดฝุ่น
โครงการนี้มีแผนสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง คือ แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง และแหลมริ่ว จ.ชุมพร โดยแต่ละฝั่งรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้สูงสุดประมาณ 20 ล้าน TEUs
มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างกันระยะทางราว 89 กิโลเมตร ครบทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ (ทั้งรางมาตรฐานและราง 1 เมตร) รวมถึงท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ และพื้นที่สนับสนุนด้านโลจิสติกส์
โครงการแลนด์บริดจ์ ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย ที่มีการแชร์ข้อมูลว่า รัฐอาจเปิดให้ต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี ที่น่าเป็นห่วงไปถึงรุ่นเหลน
ตัวเลข 99 ปี คือ ระยะเวลาที่น่าเกลียดไม่น้อย และยังมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่ซับซ้อน เป็นปริศนาอีกมหาศาล
กรุณาฟังความให้รอบด้าน สดับฟังจากสถาบันการศึกษา ฟังจากหน่วยงานทั้งในไทยและต่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้…สำคัญที่สุดต่อ ลูก หลาน เหลนไทยนะครับ
ใครกำลังจะได้…ใครกำลังจะเสีย…มันชัดเจนอยู่แล้ว
Read the full article on the publisher site
Matichon →