Matichon
วิเคราะห์โอกาสของ‘ผู้ท้าชิง’ สมรภูมิเลือกผู้ว่าฯกทม.
วิเคราะห์โอกาสของ‘ผู้ท้าชิง’ สมรภูมิเลือกผู้ว่าฯกทม.
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อสนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นหลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้กำหนดการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569
โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. มองว่าไม่มีอะไรที่น่าตื่นตา ตื่นใจ ประการแรกปัญหาของกรุงเทพฯมีความซับซ้อนในเชิงโครงสร้าง เพราะกรุงเทพฯเป็นการปกครองท้องถิ่นพิเศษ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอะไรได้มาก เมื่อใครถูกเลือกไปเป็นผู้ว่าฯกทม.จะทำงานได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะเป็นงานรูทีน หรืองานประจำที่ต้องทำซ้ำๆ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เป็นประจำทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ ที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเท่านั้นเอง
ประการต่อมาจะเห็นว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ผู้ว่าฯกทม. ที่ผ่านมาไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรให้เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถติด ควันพิษ แหล่งเสื่อมโทรม ยาเสพติด ทั้งหมดแก้ไม่ได้ พอมองลงไปลึกๆ หลายยุคหลายสมัย ทุกอย่างที่กล่าวมายังแก้ไขไม่ได้เช่นกัน ทำให้คนกรุงเทพฯไม่รู้ว่าจะเลือกใคร แม้กระทั่งพรรคประชาชนเองยืนหยัด สนับสนุนการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ก็ยังไม่ทุ่มเทเต็มที่ หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจจริงๆ สำหรับสนามการเมืองท้องถิ่น จะต้องมีการเปิดตัวตั้งนานแล้ว และจะต้องพยายามเรียนรู้และสื่อสารกับสังคมว่า อะไรที่ชัชชาติทำไม่สำเร็จ หากเป็นพรรคประชาชนจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะไปสู่ความสำเร็จ
ที่สำคัญและจะต้องเปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.อย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อสะท้อนความจริงใจ เรียนรู้ปัญหา นอกจากนี้พบว่ายังหาผู้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ไม่ได้ แล้วมาเปิดตัวภายหลัง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังให้ความสนใจเลือกตั้งท้องถิ่น ส่วนการที่พรรคประชาชนเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ช้า อาจมองได้ว่าพรรคประชาชนยังมีกระแส ประกอบกับ ส.ส.พรรคส้ม ยึดกรุงเทพฯได้แล้ว ทำให้ไม่มีความเคลื่อนไหว จึงมองได้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่จะเกิดขึ้นไม่ตื่นตา ตื่นใจเท่าที่ควร
หากเปรียบเทียบ ชัชชาติกับชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ จากพรรคประชาชน ในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. วัดบารมีทางการเมือง ชัชชาติได้เปรียบกว่าเยอะมาก หากให้คะแนนคือ 9 ต่อ 1 ชัชชาติได้เปรียบในเรื่องการบริหารกรุงเทพฯมากกว่ามีนโยบาย ถึงแม้ว่าจะรู้ปัญหากรุงเทพฯจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และยังแก้ไม่สำเร็จก็ตาม ส่วนกรณีของ ดร.โจ พรรคประชาชนเลือกมา หากมองให้ลึกคิดว่า พรรคประชาชนไม่มีตัวเลือกเหมือนกัน ดูไปแล้วเหมือนเล่นลิเกมากกว่า เสนอแนวคิดในเรื่องเมืองอนาคต มองว่ากรุงเทพฯบริหารงานง่ายๆ และไม่เข้าใจปัญหาความซับซ้อนในการบริหาร กทม. เมื่อพรรคประชาชนเปิดตัว จึงมองว่าคนที่จะเลือกพรรคส้ม ส่วนใหญ่ไม่คิดอะไรมาก นอกจากหน้าตาและกระแส จึงเป็นการพิสูจน์คนกรุงเทพฯ ระหว่างคนที่พอมีผลงานอยู่บ้าง กับหน้าตาและกระแส คนกรุงเทพฯจะเลือกใคร
กรณีที่กรุงเทพฯมี ส.ส.พรรคประชาชนครบทุกเขต ผมมองว่าพรรคประชาชนประเมินว่าผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ของพรรคประชาชนจะเปิดตัวเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะกระแสยังมี หากสร้างคอนเทนต์และสร้างเนื้อหาแบบลิเก และยังมี ส.ก. เชื่อว่าจะทำให้พรรคประชาชนประสบชัยชนะเลือกตั้ง ประกอบกับเห็นว่าชัชชาติล้มเหลว เพราะไม่สามารถทำอะไรเหมือนอย่างที่พูดเอาไว้ นอกจากวิ่งโชว์ กินข้าวโชว์นอนหลับโชว์ หลายคนก็มองว่าชัชชาติสร้างคอนเทนต์เหมือนกัน จึงมองว่าคนกรุงเทพฯจะเลือกตั้งไปตามกระแสเท่านั้น
เมื่อกระแสของชัชชาติไม่ดี ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งหน้าเหมือนกัน แต่ปัญหาของกรุงเทพฯที่หลายคนไม่รู้ก็คือ ระบบราชการ ส่งผลให้กรุงเทพฯไม่สามารถพัฒนาอะไรได้มากมาย บวกกับข้าราชการซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลหลัก ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการบริหารกรุงเทพฯ ชัชชาติก็ไม่สามารถสู้กับคนกลุ่มนี้ได้ จึงต้องทำงานแบบรูทีน ทำให้ขาดความโดดเด่นไป
หากดูความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ชัชชาติมีความใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคประชาชนเพิ่งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เพราะมองว่าคนกรุงเทพฯไม่คิดอะไรที่สลับซับซ้อนมากนัก แต่จะเลือกตามกระแส ทำให้พรรคประชาชนคิดว่า หากสร้างกระแสได้คนก็เลือก และเชื่อว่าจะมีการปั่นกระแสทางโซเชียลอย่างหนัก เพื่อให้คนรู้สึกว่าจะต้องเลือกพรรคประชาชน เพราะ ชัชชาติบริหารงานที่ผ่านมาไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม
การที่มีผู้เสนอตัวลงสมัครผู้ว่าฯกทม.หลายคน มองว่าคงไม่ส่งผลการแข่งขันระหว่างชัชชาติกับพรรคประชาชน จะมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นจะมีคะแนน ผลจากการกลับมาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนคนอื่นๆ จะเป็นไม้ประดับ หรือบางคนอาจจะใช้โอกาสนี้ เพื่อสร้างผลงานขายสินค้าออนไลน์ได้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนการพัฒนากรุงเทพฯ ในมุมมองของผม ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองหลวงก็จริง เป็นเมืองพิเศษ แต่ปัญหาภายใน ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะติดด้วยปัญหาข้อราชการ หากจะแก้ไขจริงๆ ต้องปฏิรูประบบราชการคือต้องร่าง พ.ร.บ.กรุงเทพฯใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มีอำนาจเต็มจริงๆ แต่ช่วงนี้จะพอทำได้คือ ต้องให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่เปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน ภายใต้ข้อจำกัดของระบบราชการ ต้องพยายามดึงภาคีต่างๆ มาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาให้มากขึ้น เพราะกรุงเทพฯมีธุรกิจจำนวนมาก และยังมีผู้มีความรู้ความสามารถ ซีอีโอต่างๆ ดึงมาช่วยกันพัฒนากรุงเทพฯ ที่สำคัญกรุงเทพฯมีมหาวิทยาลัยมากกว่า 100 แห่ง มีครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ มีนักศึกษาจำนวนมาก จะดึงบุคคลเหล่านี้มาช่วยงานกรุงเทพฯได้ไหม แม้กระทั่ง NGO ภาคประชาสังคมมาช่วยงานภายใต้ข้อจำกัด การบริหาร กทม.ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง หากทำได้อยากเห็นแต่ละเขตในกรุงเทพฯ มีนโยบายของตัวเอง อาทิ เขตพระโขนงให้คนในพระโขนงคิดโครงการเองว่าจะพัฒนาท้องถิ่นไปทางด้านใดแล้วเสนอมา เพื่อกระจายอำนาจซ้อนลงไปอีก และยังแก้ไขระบบราชการอีกทางหนึ่งด้วย
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา กรุงเทพฯพัฒนาแบบไร้ทิศไร้ทาง ไม่มีนโยบายในการวางผังเมือง ไม่มีการจัดโซนนิ่ง แต่เมืองโตไปด้วยอิทธิพลของนักลงทุน ที่บุกเบิกการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่างๆ มองว่าเอกชนพัฒนาไปแล้ว ภาครัฐจึงตามหลังมา ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เมื่อนักลงทุนต้องการพัฒนาพื้นที่ แล้วไปซื้อพื้นที่รอบนอก มีการพัฒนาสร้างบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม แล้วเกิดความเจริญ แต่ปรากฏว่าโครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันปัญหาก็จะเกิดขึ้นตามมา ผลพวงมาจากกรุงเทพฯไม่มีการวางผังเมือง ถ้าเป็นต่างประเทศจะมีแนวคิดในการย้ายเมืองหลวงไปนานแล้ว
หากมองไปที่ตัวผู้ว่าฯกทม.จะทำงานให้โดดเด่น ดูไปแล้วไม่มีทางเลย เพราะกรุงเทพฯนั้นซับซ้อนมาก คนที่มีความรู้ความสามารถขนาดไหนก็ตาม ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คงต้องปล่อยไว้แบบนี้แล้วไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นแทน
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร นั้นต้องยอมรับว่าทั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.จะต้องมาตามวาระ แต่ข้าราชการอยู่ตั้งแต่ซี 1 ถึงซี 10 จึงกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลหลัก ทำให้นักการเมืองที่จะปรับปรุงหรือจะแก้ไข หากกลุ่มข้าราชการไม่สนองตอบ โครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่จะไม่ประสบความสำเร็จ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ปัญหาการคอร์รัปชั่นในระบบราชการ ที่มองเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว ประกอบกับนักการเมืองเอาด้วย จึงไม่สามารถนำโครงการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติได้ นี่คือปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งหน้า พรรคประชาชนประเมินว่าคนกรุงเทพฯเป็นคนไม่คิดมาก จึงใช้กระแสและหน้าตาผู้ลงสมัคร พูดง่ายๆ คนกรุงเทพฯไม่ได้มองในรายละเอียดและผลงาน หรือกล่าวง่ายๆ ว่าคนกรุงเทพฯไม่มีวิจารณญาณทางการเมือง จะใช้อารมณ์และกระแสการเมืองล้วนๆ นอกจากนี้พรรคประชาชนยังมองว่าคนกรุงเทพฯ เป็นคนต่างจังหวัดเยอะ เมื่อใช้วิจารณญาณการเมืองไม่เพียงพอ ก็จะต้องเลือกพรรคส้ม
หากเกมเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.พลิก พรรคประชาชนได้เป็นผู้ว่าฯกทม. มองว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยจะพิสูจน์ว่าพรรคประชาชนทำได้หรือไม่ ตามที่เสนอนโยบายออกมาที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ถือเป็นเรื่องท้าทาย หากทำได้ก็จะทำให้คะแนนของพรรคประชาชนสูงขึ้น หากทำไม่ได้ก็จะกลายเป็นปัญหา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาชนก็ทำไม่ได้
ส่วนบทบาท ส.ก.ของพรรคส้มก็ต้องยอมรับว่ามีมากพอสมควร หากเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งใหม่ได้ ส.ก.เข้ามาจำนวนมาก และยังได้ผู้ว่าฯกทม.เป็นพรรคส้มอีกด้วย จะทำให้เป็นเอกภาพ เพราะฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเป็นฝ่ายเดียวกัน หากประสบความสำเร็จก็อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ แต่หากเข้าไปแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้เลย จะกลายเป็นดาบสองคม สุดท้ายนโยบายที่นำเสนอก็อาจจะเป็นเพียงแต่วาทกรรม ที่เป็นการละคร และจินตนาการไปเองเท่านั้น
ณัฐกร วิทิตานนท์ สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พฤติกรรมการเลือกผู้ว่าฯของคนกรุงเทพฯในช่วงที่ผ่านมาเป็นแบบคู่ขนาน ทั้งการเลือกผู้สมัครชิงผู้ว่าฯกทม. ที่ลงในนามอิสระ อาทิ ดร.พิจิตต รัตตกุล และชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สลับฉากกับการเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง อาทิ อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯกทม. ที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
แต่ทั้งนี้จุดร่วมที่เห็นชัดเจนในอดีตที่ผ่านมาคือ ผู้ว่าฯกทม.ที่ประชาชนเลือกจะอยู่คนละขั้วกับฝั่งรัฐบาล สะท้อนถึงความนิยมของคนกรุงเทพฯที่แตกต่างกับภาพรวมของประเทศ และปัจจุบันพฤติกรรมการเลือกยังเป็นแบบคู่ขนาน เพราะแม้พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง ส.ส.ในพื้นที่กรุงเทพฯแบบถล่มถลาย แต่ในสนามท้องถิ่นการเลือก ส.ก. หากย้อนดูผลเลือกตั้ง ส.ก.รอบก่อน ผู้สมัคร ส.ก.ที่ได้รับเลือกมาจากหลากหลายพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย พรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ปนกัน ไม่มีพรรคไหนครองเสียงข้างมากในสภากรุงเทพฯแม้แต่พรรคเดียว
ระบบการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.ถูกออกแบบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ คือ คนที่เป็นผู้บริหารก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารไป คนที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบก็ทำหน้าที่ตรวจสอบไป จะเห็นว่ามีข้อบัญญัติ กทม.หลายเรื่องที่ฝ่ายตรวจสอบไม่เห็นด้วยกับฝ่ายบริหาร และก็มีหลายเรื่องเช่นกันที่สภากรุงเทพฯ เห็นพ้องกับฝ่ายบริหารแม้ว่าจะอยู่คนละพรรค เป็นวิธีการทำงานของการเมืองท้องถิ่นในฝัน ที่ฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายบริหารต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป ซึ่งปัญหาของท้องถิ่นอื่นที่แตกต่างกับกรุงเทพฯ คือ ฝ่ายตรวจสอบกับฝ่ายบริหารมาจากพรรคเดียวกัน แต่สภากรุงเทพฯไม่มีภาวะแบบนั้นการตรวจสอบจึงเข้มข้นกว่า
ในแง่การตัดสินใจเลือกคนที่จะเป็นผู้ว่าฯกทม.ของคนกรุงเทพฯจะเลือกแยกจากพรรค ไม่นำปัจจัยของพรรคมาปน เน้นดูจากผลงาน ภูมิหลัง และข้อมูลอื่นๆ พรรคอาจมีผลในการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ส.ก. แต่ไม่มากเท่าการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ใครจะลงสมัครก็ได้ ต้องดูจากคนที่ลงพื้นที่และเป็นคนที่ประชาชนรู้จักจึงจะได้รับเลือกเป็น ส.ก.
การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้มีโอกาสสูงที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง เพราะความนิยมยังมีสูง และจากการประเมินผลงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ก็พอใจ หากย้อนดูนโยบายจะมีคำอธิบายชัดเจนว่าอะไรทำได้ และอะไรที่ยังทำไม่ได้ โดยผลงาน 4 ปีที่สะท้อนว่าหลายๆ เรื่องสัมผัสกับวิถีชีวิต และมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คือ การปรับปรุงพัฒนาถนน ทางเท้า การปรับปรุงทัศนียภาพของเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯทำได้ แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่และเกินอำนาจ
โดยในช่วงใกล้หมดวาระ ชัชชาติจึงพยายามเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพฯ ที่จำกัดอำนาจการบริหารไม่เต็มรูปแบบพิเศษจริง แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถทำได้ต้องให้ ส.ส.และพรรคการเมืองเป็นผู้เสนอกฎหมายเพื่อขยายอำนาจให้กรุงเทพฯมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งมีอยู่หลายเรื่องยกตัวอย่าง เช่น เรื่องการจราจร ไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯกทม. ส่วนใหญ่ดูเฉพาะเรื่องสัญญาณการจราจร แต่อำนาจในการควบคุมและจัดการจราจรยังเป็นของตำรวจ จึงต้องมีการหารือการเรื่องการถ่ายโอนภารกิจเพื่อให้อำนาจผู้ว่าฯกทม.มากขึ้น หากชัชชาติได้รับการเลือกตั้งเข้าไปในสมัยที่ 2 ก็ตั้งใจจะเข้าไปผลักดันเรื่องนี้
คนกรุงเทพฯจะเลือกจากตัวบุคคล ปัจจัยบุคคลที่เข้มแข็งและเป็นที่รู้จักจึงมีความได้เปรียบ เมื่อวิเคราะห์จากว่าที่ผู้สมัครที่เปิดตัว เช่น ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ต้องยอมรับว่า ยังหน้าใหม่อยู่มาก หากย้อนดูประวัติจากคนที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.หลายคน ต่างสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน โดยเฉพาะชัชชาติที่ผ่านงานมาแล้วหลายตำแหน่ง ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อาจารย์มหาวิทยาลัย ส่วนสมัคร สุนทรเวช เคยเป็น ส.ส. หัวหน้าพรรคการเมือง รัฐมนตรีหลายกระทรวง รองนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี หรืออภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจหลายแห่ง อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ ทุกคนมีเส้นทางชีวิตเป็นที่รู้จักก่อนจะก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.
ดังนั้นเมื่อเป็นคนหน้าใหม่มากและยังไม่เป็นที่รู้จัก ขณะที่ปัจจัยการตัดสินใจเลือกของคนกรุงเทพฯเน้นที่ตัวบุคคลซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานจึงค่อนข้างเสียเปรียบ ทำให้ต้องพึ่งพิงปัจจัยของพรรคเป็นหลัก แต่เมื่อเป็นสนามเลือกตั้งท้องถิ่นปัจจัยพรรคอาจทำงานได้เฉพาะบางกลุ่ม หรือบางช่วงวัย เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ได้เข้าถึงคนทุกช่วงวัย โดยคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองจากประสบการณ์แต่มีวิธีคิดอีกแบบ โอกาสของว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.จากพรรคประชาชนจึงอยู่ในฐานของคนกลุ่มนี้ ซึ่งยังไม่ใช่ฐานที่ใหญ่พอเพราะประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย และวัยกลางคน
อย่างไรก็ตามปัญหาในการเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯอีกประเด็น คือส่วนใหญ่ไม่ค่อยตื่นตัวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเท่าที่ควร จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งจึงต่ำมาก หากไม่มองปัจจัยของคนที่จะลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ปัจจัยของผู้ที่จะลงสมัคร ส.ก. จึงต้องเป็นคนทำพื้นที่และคลุกคลีกับชาวบ้านมานาน ซึ่งแตกต่างกับคนที่จะลงสมัคร ส.ส.ที่อิงกับฐานเสียงของพรรค
Read the full article on the publisher site
Matichon →