Prachachat
ไทยยูเนี่ยนชี้โจทย์ใหญ่ธุรกิจอาหารไทย ต้นทุนขึ้น-คู่แข่งได้แต้มต่อภาษี
อุตสาหกรรมอาหารไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่รอบใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นพร้อมกันหลายด้าน แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายหรือส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้เต็ม 100% เพราะหากขึ้นราคามากเกินไปมีโอกาสสูญเสียออร์เดอร์
ขณะที่คู่แข่งในตลาดโลกไม่ได้รับแรงกระแทกในระดับเดียวกัน ย่อมเสี่ยงเสียออร์เดอร์ วอลุ่มการผลิตลดลง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง นายธีรพงษ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองในการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่ผ่านมา ว่า
## ต้องติดตามทุกวิกฤต
ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีฟอรั่มหรือกลไกติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในทุกมิติ ทั้งด้านลูกค้า ต้นทุน การขนส่ง และกระแสเงินสด เพื่อไม่ให้ธุรกิจเกิดปัญหาจากความผันผวนที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน
สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยที่บริหารจัดการได้ยาก โดยเฉพาะผลกระทบด้านต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เต็มจำนวน หรือส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ 100% จำเป็นต้องหาจุดสมดุลว่าควรปรับราคาในระดับใดจึงจะเหมาะสม
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ความยากของสถานการณ์นี้คือ ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและสงครามส่วนใหญ่เป็นประเทศในภูมิภาคเดียวกับไทย ขณะที่คู่แข่งบางราย เช่น คู่แข่งจากอเมริกา อาจได้รับผลกระทบด้านพลังงานน้อยกว่า หากผู้ประกอบการไทยปรับราคาขึ้นเต็มจำนวน แต่คู่แข่งไม่ปรับขึ้นเต็ม ก็มีโอกาสสูญเสียออร์เดอร์ ทำให้วอลุ่มลดลง และกระทบต่อการผลิต
“ถ้าเราไปขึ้นราคาเต็ม แต่คู่แข่งของเราไม่ขึ้นเต็ม ก็มีโอกาสเสียออร์เดอร์ วอลุ่มตก การผลิตก็ได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นต้องดูละเอียดเรื่องพอร์ตโฟลิโอแมเนจเมนต์ และ SKU ว่าตัวไหนควรทำ ตัวไหนไม่ควรทำ” นายธีรพงษ์กล่าว
## น้ำมันดันพลาสติก-อะลูมิเนียมสูง
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลาสติก อีกทั้งอะลูมิเนียมก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนสำคัญที่ได้รับผลกระทบ และคาดว่าราคาอะลูมิเนียมอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเป็นต้นทุนที่ปรับลดลงช้ากว่าราคาน้ำมัน
ดังนั้นผู้ประกอบการต้องพิจารณาทางเลือกด้านบรรจุภัณฑ์อย่างรอบด้าน เช่น หากเป็นสินค้าแบรนด์ของตนเอง อาจพิจารณาหันมาใช้เหล็กแทนอะลูมิเนียมในบางส่วน หรือพิจารณาว่าพลาสติกสามารถใช้วัสดุอื่นทดแทนได้หรือไม่ รวมถึงการกลับมาใช้กระดาษมากขึ้นในบางประเภทสินค้า
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดมาก เพราะสิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลคือการสูญเสียออร์เดอร์และวอลุ่มการผลิตลดลง ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบ เช่น ราคาปลา ก็ปรับเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน จึงต้องบริหารจัดการไม่ให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนกระทบธุรกิจ
## แต้มต่อไทยลด คู่แข่งมี FTA มากกว่า
ในประเด็นความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย นายธีรพงษ์กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่สามารถผลิตอาหารได้ดี แต่วันนี้การแข่งขันยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่มี FTA กับยุโรปไปแล้ว ขณะที่ไทยยังเสียเปรียบด้านภาษีในหลายตลาด
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องมีบทบาท เพราะหากไทยยังไม่สามารถสร้างแต้มต่อด้านการค้าได้ผู้ประกอบการก็ต้องกลับมาช่วยตัวเองเหมือนเดิม ท่ามกลางการแข่งขันที่ยากขึ้นทุกตลาด
“วันนี้การแข่งขันยากขึ้นเรื่อย ๆ คู่แข่งได้เปรียบเราทุกตลาดเรื่องภาษี วันนี้เหนื่อยใจ ถ้าเจออีก 10% บวกเข้าไปอีกจะทำอย่างไร” นายธีรพงษ์กล่าว
## ตลาดสหรัฐยังไปต่อได้ แต่ต้องจับตาใกล้ชิด
สำหรับมุมมองต่อตลาดสหรัฐอเมริกา นายธีรพงษ์กล่าวว่า ตลาดสหรัฐยังเป็นตลาดสำคัญ และยังไม่มีตลาดใดทดแทนได้ โดยสินค้าอาหารของไทยยังเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดดังกล่าว อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการต้องแข่งขันให้ได้ เพราะในสินค้าหลายกลุ่ม เช่น ทูน่า มีคู่แข่งจากหลายประเทศเข้าสู่ตลาดเช่นกัน
ผู้ประกอบการไทยอาจต้องแข่งขันด้วยประเด็นความยั่งยืน โดยทำให้ลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกเห็นความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าจากบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานดังกล่าว
“ตลาดอเมริกาน่าจะโอเค วันนี้เศรษฐกิจเขาก็ดูดีที่สุด แต่เราต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเขารวยข้างบน แต่ข้างล่างไม่รวย ก็ต้องติดตาม ตลาดอเมริกาไม่มีตลาดไหนทดแทนได้” นายธีรพงษ์กล่าว
## สังคมสูงวัย-เกิดน้อย เปิดตลาดใหม่ แต่ต้องตรงกับธุรกิจ
นายธีรพงษ์กล่าวถึงแนวโน้มผู้บริโภคว่า แม้หลายประเทศเผชิญปัญหาประชากรลดลงและสังคมสูงวัย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดตลาดใหม่สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ เช่น สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรืออาหารเสริม ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตได้
ขณะเดียวกันตลาดโลกยังมีบางภูมิภาคที่เติบโต เช่น อินเดียและแอฟริกา แต่คำถามสำคัญคือ ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปได้หรือไม่ และโอกาสนั้นตรงกับความสามารถของธุรกิจหรือไม่
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องใช้ innovation ทำสินค้าให้แตกต่างมากขึ้น และสร้างมูลค่าสูงขึ้น เพราะหากสินค้ามีความแตกต่างและมีราคาสูงขึ้นก็สามารถสร้างยอดขายที่สูงขึ้นได้
## เพ็ตฟู้ดโต แต่วงการถูกครองโดยรายใหญ่
ในส่วนของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง นายธีรพงษ์กล่าวว่า ตลาด Pet Food เป็นตลาดที่น่าสนใจ และมีการเติบโตสูงกว่าอาหารทั่วไป แต่ผู้ประกอบการต้องประเมินให้ชัดว่าโอกาสนั้นตรงกับศักยภาพของตนเองหรือไม่
เนื่องจากตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นตลาดที่ถูกครองโดยบริษัทระดับโลก เช่น เนสท์เล่ รวมถึงมีแบรนด์แชมเปี้ยนของแต่ละประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งสินค้ายังมีหลายประเภท ทั้งอาหารแห้ง อาหารเปียก อาหารสุนัข อาหารแมว กลุ่มอีโคโนมี และพรีเมี่ยม ผู้ประกอบการจึงต้องวิเคราะห์ว่าจะเข้าไปอยู่ในจุดใดของตลาด
## AI ต้องใช้ทุกเรื่อง ใครใช้เก่งกว่าคือแต้มต่อ
นายธีรพงษ์กล่าวถึงการนำ AI มาใช้ในธุรกิจว่า สำหรับองค์กรขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ AI ในทุกเรื่อง แต่ต้องประเมินศักยภาพขององค์กรว่ารับการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด และควรเริ่มจากกระบวนการสำคัญ เช่น งานบัญชีและการเงิน
ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ช่วยให้การปิดบัญชีเร็วขึ้น ทำให้ข้อมูลการเงินช่วยฝ่ายบริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น และในอนาคต AI ต้องสามารถวิเคราะห์ธุรกิจได้ทุกมิติ รวมถึงบอกได้ว่าลูกค้ารายใดควรขาย ลูกค้ารายใดไม่ควรขาย หรือลูกค้ารายใดควรเลิกขาย
นอกจากนี้ AI ยังสามารถใช้ในงานขาย การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า การทำโปรโมชั่น รวมถึงงานทรัพยากรบุคคล โดยหลักสำคัญคือทำให้การดึงข้อมูลและบริหารจัดการข้อมูลทำได้เร็วที่สุด
“ต่อไปก็อาจจะเป็นว่าใครใช้ AI เก่งกว่ากัน” นายธีรพงษ์กล่าว
## ยั่งยืนไม่ใช่โลกสวย แต่เป็นเงื่อนไขขายของ
นายธีรพงษ์กล่าวถึงประเด็น Sustainability ว่า ผู้ประกอบการต้องเลิกมองเรื่องนี้เป็นเพียงต้นทุนเพิ่ม แต่ต้องมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะหากต้องการขายสินค้าให้กับลูกค้าระดับโลก หากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการด้านความยั่งยืนอาจไม่สามารถขายสินค้าให้กับบริษัทอาหารหรือผู้ค้าระดับโลกได้ และอาจเหลือเพียงลูกค้าระดับรอง หรือตลาดที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ความยั่งยืนหลายเรื่องยังช่วยลดต้นทุนได้ เช่น ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ ลดการใช้ไฟ ลดการใช้พลาสติก ลดค่าบำบัดน้ำ ลดค่าเคมี และลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในกระบวนการผลิต
ขณะเดียวกันระบบการเงินในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่อง Sustainability มากขึ้น โดยธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ทำเรื่องนี้ ดังนั้นหากธุรกิจดำเนินการด้านความยั่งยืนได้ดีก็อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้
“ต้องเลิกคิดคำถามนี้แล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นว่าจะทำเรื่องนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์กับเราสูงสุด” นายธีรพงษ์กล่าว
## ตัดสินค้ากำไรต่ำ ดันมาร์จิ้นเฉลี่ย
นายธีรพงษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการต้องมุ่งยกระดับมาร์จิ้นของธุรกิจ โดยทำหลายวิธีควบคู่กัน ทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอสินค้า การตรวจสอบสินค้าที่ขายราคาต่ำหรือมาร์จิ้นต่ำ และการตัดสินค้ากลุ่มดังกล่าวออกจากพอร์ต เพื่อให้ค่าเฉลี่ยมาร์จิ้นสูงขึ้น
พร้อมกันนี้การผลิตต้องทำ Continuous Cost Improvement หรือการปรับปรุงต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และต้องเน้นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ขณะที่ธุรกิจใดไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึงระดับที่เหมาะสมก็อาจต้องพิจารณาปิดหรือเลิกดำเนินการ
“ธุรกิจที่ไม่เพอร์ฟอร์มถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องเลิก ปิดไป มันก็ทำให้ค่าเฉลี่ยสูงขึ้น ต้องพยายามทำทุกด้าน” นายธีรพงษ์กล่าว
### ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ทศพร บุณยพิพัฒน์’ ถอดบทเรียนวิกฤตปิโตรฯ โอกาสสู่ Bio
- เอกนิติชี้เสี่ยงวิกฤต 5 ระลอก เคาะกู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ
- ไทยยูเนี่ยน ฝ่าภาษีสหรัฐ-ตะวันออกกลาง ดันกำไร Q1 แตะ 1.1 พันล้าน
Read the full article on the publisher site
Prachachat →