Matichon
ผู้สมัครสส.ปชน. เปิด 5 ข้อสังเกต งบ 1,621 ล้าน ทำ TH-AI Passport ข้องใจ ผู้ขอใช้เงิน-คนอนุมัติ หน่วยงานเดียวกัน
## ผู้สมัครสส.ปชน. เปิด 5 ข้อสังเกต งบ 1,621 ล้าน ทำ TH-AI Passport ข้องใจ ผู้ขอใช้เงิน-คนอนุมัติ หน่วยงานเดียวกัน
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
“1,621,000,000 อ่านว่า “หนึ่งพันหกร้อยยี่สิบเอ็ดล้านบาทถ้วน”
นี่คืองบโครงการ “TH-AI Passport” (ยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย) ของ “สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)”
ผมขอตั้งคำถามจากเอกสารราชการที่เปิดเผยต่อสาธารณะ — เอกสาร บก.06 (ตารางวงเงินงบประมาณ) และข้อมูลสาระสำคัญในสัญญาในระบบ e-GP กรมบัญชีกลาง — ทั้งหมดเป็นการ “ขอเปิดข้อมูล” ไม่ได้ตัดสินว่ามีการกระทำมิชอบฮะ
คำถามหลัก: ทำไม “เจ้าของโครงการ” กับ “ฝ่ายเลขาฯ ของบอร์ดที่อนุมัติเงิน” จึงเป็นหน่วยงานเดียวกัน?
งบ 1,650 ล้านนี้ มาจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE)” ผู้ขอใช้เงินคือ “สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)” ตามโครงสร้างกฎหมาย สดช. ก็ทำหน้าที่ “ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการบริหารกองทุน DE” ด้วยเช่นกัน นั่นแปลว่า สดช. คือทั้ง “ผู้ขอใช้เงิน” และ “ฝ่ายเลขาฯ ของบอร์ดที่กลั่นกรองวาระให้บอร์ดอนุมัติเงิน” ในเวลาเดียวกัน ผมไม่ได้บอกว่าผิดกฎหมายฮะ แค่อยากตั้งคำถามว่า — กลไกแบบนี้ มีการตรวจสอบ conflict of interest อย่างไร? บอร์ดที่อนุมัติเป็นใคร? มีกรรมการคนใดทักท้วง / งดออกเสียง / ขอให้ทบทวนหรือไม่? และมีหน่วยงานอิสระภายนอก (เช่น สำนักงบประมาณ) ร่วมพิจารณาความคุ้มค่าก่อนอนุมัติหรือเปล่า?
นี่คือคำถามที่อยากให้ สดช. และกองทุน DE ออกมาชี้แจงครับ
5 ข้อสังเกตเพิ่มเติม — ขอให้ช่วยกันชี้แจง
ข้อ 1: เหตุใดราคาผู้เสนอ 3 รายห่างกันเพียง 1.04%? • กิจการค้าร่วม เอ (ผู้ได้รับการคัดเลือก) — 1,621,099,000 บาท • บริษัท บี — 1,627,427,000 บาท • กิจการค้าร่วม ซี — 1,638,288,000 บาท อยากตั้งคำถามว่า — งานสเกล 1.6 พันล้านบาท ราคาออกมาห่างกันแค่นี้ ถือเป็นเรื่องปกติของการประมูลภาครัฐในไทยมั้ยครับ? — ข้อ 2: บริษัทรายเล็กกว่ารับงานใหญ่กว่ารายได้หลายสิบเท่า — มีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่? หนึ่งใน 2 บริษัทของ “กิจการค้าร่วมเอ” ที่ได้รับการคัดเลือกคือ “บริษัท ดี” ตัวเลขจากระบบสาธารณะ: • รายได้รวมปี 2567 = 12,596,696 บาท • กลุ่มธุรกิจที่จดทะเบียน: “การวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอื่นๆ” ในสัญญาฉบับนี้ บริษัทรับงานเป็นเงิน = 794,290,000 บาท 794 ล้าน หารด้วย 12.6 ล้าน = ประมาณ 63 เท่าของรายได้ทั้งบริษัทเมื่อปีที่แล้ว อยากให้ สดช. ช่วยชี้แจงว่า — บริษัทมีผลงานก่อนหน้าในสเกลใกล้เคียงนี้ที่ไหนบ้าง? และคุณสมบัติทางเทคนิคและกำลังทุนเพียงพอกับการรับงาน 794 ล้านนี้ตามเกณฑ์ใน TOR ครบถ้วนอย่างไร? หรือนี่คือเหตุผลของการที่ต้องเป็นกิจการร่วมค้า — ข้อ 3: ค่าระบบ Generative AI 1,621 ล้านบาท — ขอ scope ที่วัดผลได้ ในเอกสารที่เผยแพร่ ไม่พบรายละเอียดว่า: • กี่ license / กี่ผู้ใช้ / ใช้ token เท่าไร / โมเดลของผู้ให้บริการรายใด • ระยะเวลาการให้บริการ และจำนวนผู้ใช้ที่ผูกพันต่อสัญญา • KPI วัดความสำเร็จ และเงื่อนไขการเรียกเงินคืนถ้าใช้งานจริงต่ำกว่าเป้า ข้อมูลเหล่านี้เราจะมีสิทธิ์ได้ดูมั้ย ตกลงผู้ใช้งาน 500,000 คนพร้อทกันเราเอาเงิน พันหกร้อยล้านเหมาไปก่อน แถมต้องตั้งงบมาโปรโมทให้คนมาใช้ แล้วมัดรวมเทรนนิ่ง สื่อออนไลน์ ออฟไลน์ต่างๆ จนกลายเป็นว่า คนจะเข้าโครงการนี้ได้ต้องเหมาหมดมันทุกอย่าง ยิ่งยากที่จะเปิดโอกาสการแข่งขัน ถ้าหารตามจำนวนผู้เข้าร่วม Bootcamp ที่ระบุไว้ในโครงการ (4,000 คน) จะเฉลี่ยเป็น • ค่าโครงการต่อหัว = 412,500 บาท/คน • ค่า Gen AI อย่างเดียว = 375,000 บาท/คน อยากให้เปิดข้อมูลให้ละเอียดว่า เม็ดเงิน 1,500 ล้านนี้แลกกับ scope ที่วัดผลได้อะไรบ้างครับ — ข้อ 4: เหตุใดเปิดประมูลคาบช่วงปีใหม่ + รอยต่อรัฐบาล? • 15 ธันวาคม 2568 — สดช. กำหนดราคากลาง 1,645,693,860 บาท • 7 เมษายน 2569 — ลงนามในสัญญา รวม 1,621,000,000 บาท ระยะเวลานี้คาบเกี่ยวกับช่วงที่มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในช่วงที่กำกับดูแล สดช. ขณะอนุมัติโครงการ คือ “นายไชยชนก ชิดชอบ” และในรัฐบาลปัจจุบัน (อนุทิน 2) ท่านก็กลับมาดำรงตำแหน่งเดียวกันอีกครั้ง อยากตั้งคำถามว่า — เหตุใด timeline ของโครงการขนาด 1,650 ล้าน จึงคาบเกี่ยวกับเทศกาลปีใหม่และรอยต่อทางการเมืองพอดี? มีเหตุผลทางเทคนิคที่ทำให้เลื่อนไปทำในช่วงปกติของปีงบประมาณไม่ได้หรือไม่? แบบนี้เราเรียกว่าโครงการทิ้งทวนหรือไม่ ก่อนจะถึงข้อสุดท้ายขอสรุปคำถามที่อยากให้ สดช. และกองทุน DE ออกมาเปิดข้อมูลดังนี้ครับ 1. กลไกตรวจสอบ conflict of interest กรณี สดช. เป็นทั้งผู้ขอใช้เงินและฝ่ายเลขาฯ ของบอร์ดอนุมัติเงิน 2. รายชื่อกรรมการบริหารกองทุน DE ที่ร่วมพิจารณาวาระนี้ และมติการประชุม 3. แผนงานในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่มากกว่าผู้ใช้งาน 5 ล้านคน และ 500,000 ผู้ใช้งานพร้อมกัน เราลงรายละเอียดมากกว่านี้ได้มั้ย ทำไมต้องซื้อเหมาของ 1,621 ล้านทั้งๆที่ยังไม่มีคนใช้ — สุดท้าย ข้อ 5: เงินจำนวนมากถึง 1,621 ล้านบาท จะสร้่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในไทยได้ดีขนาดไหน? ชวนกันคิดครับเงินจำนวนนี้ถ้าไม่เอามาซื้อแอพ AI ไม่เอามาซื้อสื่อโฆษณาโปรโมทแอพพ์ ไม่เอามาใช้แบบนี้ ถ้ามันไปสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย ให้ยั่งยืน เราจะได้โครงการดีๆ บริษัทดีๆที่สามารถเติบโตได้อีกกี่บริษัท มูลค่าเพิ่ม ประสิทธิภาพเพิ่มที่สร้างได้ต้องอยู่กับคน ซึ่งไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือแล้วจบไป ในยุคที่ AI ทางเลือกที่เปิดให้ฟรียังมีอีกเยอะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเครื่องมือ แต่มันอยู่ที่ว่าคนจะพร้อมต่อการปรับตัวในยุคนี้ยังไง น่าเสียดายถ้าเราไม่ได้โฟกัสให้มันถูกจุด ว่าสุดท้ายไม่มีแอพพ์ไหนแก้ได้ ถ้าคนไม่เปลี่ยน และถ้าอุตสาหกรรมดิจิทัลไม่เกิดในไทย เราคนไทยก็ต้องเป็นผู้บริโภคที่ดี นำเข้าเทคโนโลยต่างๆเกือบจะทั้งหมด ตลอดไป
ผมไม่ได้บอกว่ามีการกระทำมิชอบครับ เพียงแต่สงสัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ และแค่อยากตั้งคำถามแทนเจ้าของเงิน เพราะนี่คือเงินภาษี 1,621 ล้านบาทของพวกเราทุกคน ที่ควรจะถูกใช้ไปอย่างถูกที่ถูกทาง และไม่มีคำถามมากมายขนาดนี้ แค่ฝันว่าเอางบก้อนนี้มาสร้างอุตสาหกรรมในไทย จะได้ไม่ต้องซื้อเค้าไปตลอด ฝากทุกคนช่วยกันแชร์ ช่วยกันตั้งคำถาม ช่วยกันส่งเสียง
ข้อมูลและเอกสารทั้งหมดอ้างอิงจาก e-GP ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ — รายละเอียดครบทุกประเด็นที่หน้าเว็บ ลิงก์ในคอมเมนต์ มีเวบบางส่วนที่จัดทำด้วย AI ตรวจข้อมูลก่อนอ้างอิงและนำไปใช้ต่อ
Read the full article on the publisher site
Matichon →