iLaw
ย้อนรอยมหากาพย์ประธานกสทช. จาก สนช. สู่ประธานบอร์ดกับปัญหาคุณสมบัติที่ลากยาว 4 รัฐบาล
8 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภานัดหมายประชุมของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อพิจารณาประเด็น “ขาดคุณสมบัติ”ของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มูลเหตุมาจากข้อถกเถียงเรื่องการไม่ลาออกจากพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล แพทย์ที่ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการธนาคารกรุงเทพภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดก่อนรับตำแหน่ง
ประเด็นนี้ถูกติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ทั้งจากคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา การยื่นหนังสือขอให้ถอดถอนโดย 4 กรรมการ กสทช. ต่อนายกรัฐมนตรี ตลอดจนการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหนังสือถึงเลขาธิการกสทช.ให้ตอบคำถามเรื่องการตรวจสอบและการดำเนินการเรื่องคุณสมบัติของกรรมการหรือประธานกสทช.เมื่อเดือนเมษายน 2569
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นศาสตราจารย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีความเชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ มี รายงาน ว่า เขาเคยรักษาให้นักการเมืองหลายคนและสนิทสนมกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าคสช.
ภายหลังการรัฐประหาร 2557 สรณได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในลำดับที่ 160 เขาเป็นหนึ่งในสนช.จำนวน 28 คนที่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีป.ป.ช. ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นสนช.ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และให้ประกาศเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชน ท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณา
เดือนตุลาคม 2557 มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน สรณมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 143,114,762 บาท ต่อมาในเดือนธันวาคม 2557 เขาเป็นหนึ่งในสนช. 16 คนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.การรับภาษีมรดกฯ ชื่อของสรณกลับมาอยู่บนหน้าสื่ออีกครั้งในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษามาตรฐานค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลในคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สนช. เพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนะแนวทางในการศึกษาปัญหาค่ารักษาพยาบาลและมาตรฐานของ รพ.เอกชน และเคยติดโผผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการปรับคณะรัฐมนตรีปี 2558 แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้รับตำแหน่ง
ในเดือนมิถุนายน 2559 สรณให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์สยามรัฐในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า “คิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ น่าจะแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นทางออกทุกอย่าง แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราคาดหวังว่าน่าจะเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง”
ปี 2561 สรณสมัครชิงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ แต่การสรรหาครั้งดังกล่าวถูก “คว่ำ” ไปไล่เลี่ยกันกับคลิปเสียงที่หลุดออกมาทำนองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่แฮปปี้ กับรายชื่อผู้สมัคร กสทช.ที่ได้รับเลือกมา ต่อมาในปี 2563 สรณลงสมัครอีกครั้งในด้านเดิม ในเดือนธันวาคม 2564 เขาได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ กสทช. โดยได้รับคะแนนเห็นชอบ 210 คะแนน ไม่เห็นชอบ 6 คะแนน และไม่ออกเสียง 7 คะแนน
มาตรา 8 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ.กสทช.ฯ) บัญญัติลักษณะต้องห้ามของ กสทช.ว่า จะต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ และไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ ตามมาตรา 18 กำหนดให้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพต้องห้ามดังกล่าวภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ในกรณีของสรณคือวันที่ ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565
หลังได้รับความเห็นชอบจากสนช.แล้ว วันที่ 7 มกราคม 2565 สรณประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้ทั้งหมดแล้ว จากนั้นได้ที่ประชุมกสทช.มีมติเลือกสรณเป็นประธาน กสทช. และได้รับการ โปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565
วาระสำคัญแรกคือ การ ควบรวม กิจการของทรูและดีแทค ซึ่ง ผลศึกษา ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่สำนักงาน กสทช.ได้ว่าจ้างให้ศึกษาเพิ่มเดิมล่าสุดเห็นว่า หากผู้เล่นในตลาดลดลงจาก 3 รายเหลือเพียง 2 ราย มีความเป็นไปได้ว่า ค่าบริการในระยะยาวจะแพงขึ้นร้อยละ 20-30 ท้ายที่สุดที่ประชุมกสทช.มีมติ 3 ต่อ 2 เสียงรับทราบการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค
ฝ่ายที่เห็นชอบประกอบด้วย สรณและต่อพงศ์ เสลานนท์ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้แก่ ศุภัช ศุภชลาศัยและพิรงรอง รามสูต ด้านพล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ งดออกเสียงเนื่องจากมองว่า ยังมีปัญหาการตีความกฎหมาย เมื่อการลงมติที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากัน สรณ ในฐานะประธานที่ประชุมจึงใช้อำนาจตามข้อ 41 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. 2555 ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีก 1 เสียงเป็นเสียงชี้ขาด ซึ่งออกเสียงเห็นชอบการควบรวมกิจการ
เดือนสิงหาคม 2566 หลังได้รับการโปรดเกล้ามาประมาณ 1 ปี 4 เดือน มีรายงานว่า สรณเดินทางไปต่างประเทศรวม 16 ครั้ง โดยใช้เวลาอยู่ที่ต่างประเทศรวม 121 วันจากระยะเวลาตำแหน่ง 470 วันและเบิกงบประมาณของสำนักงาน กสทช.รวมประมาณ 45 ล้านบาท ซึ่งต่อมามี รายงานข่าว ชี้แจงว่า สรณใช้จ่ายตามงบประมาณประจำปี 2565 ในการเดินทางไปต่างประเทศของ “ประธาน กสทช.” รวม 2,593,809.93 บาท และตามงบประมาณประจำปี 2566 รวม 3,880,722.05 บาทเท่านั้น
เดือนมีนาคม 2566 เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ตำแหน่งเลขาธิการกสทช.ว่างเว้นไป ไทยรัฐรายงานความเห็นของสรณที่ว่า ประธาน กสทช. สามารถใช้อำนาจในการเลือกเลขาธิการ กสทช.ได้เพียงผู้เดียว ประเด็นดังกล่าวนำสู่การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสของกระบวนการสรรหา
เดือนสิงหาคม 2566 ระหว่างกระบวนการคัดเลือกเลขาธิการกสทช. สรณส่งหนังสือแจ้งผู้สมัครว่า ไม่ได้รับการคัดเลือกโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของบอร์ด กสทช. เหลือไว้เพียงไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิด และกลายเป็นคดีที่ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาฟ้องร้องต่อศาลปกครอง (ซึ่งต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 ศาลปกครองกลางพิพากษาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการสรรหา ระบุว่าอำนาจการบริหารงานบุคคลรวมทั้งเรื่องสรรหาและแต่งตั้ง เลขาธิการกสทช. เป็นอำนาจของบอร์ด กสทช. ทั้งคณะ) ทั้งนี้วาระการพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกสทช.ยืดเยื้อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (7 พฤษภาคม 2569)
เวลาใกล้เคียงกันภูมิศิษฐ์ มหาเวศน์ศิริ รองเลขาธิการกสทช.ยื่นฟ้องสรณ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางกรณีไม่ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งรองเลขาธิการ และจากนั้นทำหนังสือร้องประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของสรณว่ามีลักษณะต้องห้าม ทำนองว่า เป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2562 และลาออกเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2565 แต่ต่อมายังได้รับการเสนอชื่อในที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีครั้งที่ 29 วันที่ 12 เมษายน 2565 ให้เป็นกรรมการอีกครั้ง
ปัญหาเรื่องการขาดคุณสมบัติยังต่อเนื่อง เดือนกันยายน 2566 ภูมิศิษฐ์ ทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภาขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของประธาน กสทช. ข้อกล่าวหาเช่น การเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ และสถานะแพทย์สาขาวิชาโรคหัวใจ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งต่อมาเดือนธันวาคม 2566 คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา
28 พฤษภาคม 2567 คณะกรรมาธิการ ตรวจสอบคุณสมบัติของสรณเห็นว่า สรณขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง ประเด็นที่ตรวจสอบเช่น สถานะของการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ผลการตรวจสอบระบุว่า เขายังเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 และยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของโรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ไม่ได้ลาออกภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดคือ ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565 ก่อนเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ และในประเด็นเรื่องการเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพนั้นข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สรณยังไม่ลาออกจากการเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพตามระยะเวลาที่กำหนด
3 เมษายน 2568 พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ พิรงรอง รามสูต ศุภัช ศุภชลาศัย และสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการกสทช.ยื่นหนังสือถึงแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ถอดถอนสรณพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ต่อมาสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอหารือในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ที่มีอดีตสมาชิกคสช. และประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่าง มีชัย ฤชุพันธุ์ นั่งเป็นประธาน มีมติไม่รับพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยเห็นว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช.
8 กันยายน 2568 หลังอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการแต่งตั้งบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย โดยอนุทิน โพสต์ ขอบคุณบวรศักดิ์บนเฟซบุ๊ก ซึ่งในภาพมี สื่อ ตั้งข้อสังเกตว่า คล้ายกับสรณนั่งหันหลังร่วมโต๊ะอยู่ด้วย
จนกระทั่งมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ประเด็นการขาดคุณสมบัติของสรณยังไม่มีการชี้ขาด ต่อมาคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหนังสือลงวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงเลขาธิการกสทช.เรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติและการดำเนินการในกรณีพบว่า กรรมการกสทช.หรือประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติ ซึ่งอยู่ระหว่างการชี้แจง ทั้งนี้ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีการประชุม ของคณะกรรมการสรรหากรรมการกสทช. เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว
RELATED TAGS
Read the full article on the publisher site
iLaw →