iLaw
สแกนป.ป.ช. ใต้ร่มเงาลายพราง-เครือข่ายสีน้ำเงินท่ามกลางข้อกังขาตรวจสอบทุจริต
จากคดี แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สินบนทองคำในคดีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาจนถึงกรณีล่าสุดคือ การยกคำร้องซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เหล่านี้คือข้อกังขาของการชี้มูลความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จากข้อกังขาดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อ ป.ป.ช. ว่า จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตได้อย่างเป็นอิสระและชอบธรรมหรือไม่
ประกอบกับที่มาของกรรมการ ป.ป.ช. นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามถึง “ความเป็นกลาง” เนื่องจากข้อครหาว่ามีสายสัมพันธ์หรือได้รับการเห็นชอบจากกลุ่มอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือมีกลุ่มอำนาจทางการเมืองคอยกำกับชักใยอยู่เบื้องหลัง
หากไปย้อนดูที่มาของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันและชุดที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ จะพบว่ามีส่วนผสมระหว่าง “ป.ป.ช.ลายพราง” ในช่วงปลายยุค 250 สว. และ “ป.ป.ช.สีน้ำเงิน” ที่มาจากความเห็นชอบของสว. 2567 ดังนี้
ในรายชื่อกรรมการ ป.ป.ช. จะพบว่า มีอย่างน้อย 4 คนมีที่มาจากการให้ความเห็นชอบโดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุด 250 คน ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดทางการเมืองจากยุค คสช. ได้แก่
รายชื่อกรรมการป.ป.ช. ที่มาจากความเห็นชอบของสว. 250 คนดังกล่าวไม่รวม พศวัจณ์ กนกนาก ที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่กรรมการป.ป.ช. เนื่องจากยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง
หลัง 250 สว. หมดวาระ ประเทศไทยได้ สว. ชุดใหม่ ซึ่งมาจากวิธีการ “เลือกกันเอง” ของบรรดาผู้สมัครจาก 20 กลุ่มอาชีพ และด้วยวิธีการเลือกดังกล่าวเอื้อให้เครือข่ายทางการเมืองที่จัดตั้งกันมา สามารถกอบโกยที่นั่ง สว. ได้จำนวนมาก โดยมี ข้อสังเกต ว่า สว.กระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีสว.มากที่สุด 14 คน และจังหวัดที่มีสว.ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปยังเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ สว. ยังมีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัวเช่น กรณีของประธานและรองประธานวุฒิสภา หรือกรณีที่อดีตผู้สมัครสส.ของพรรคภูมิใจไทยที่ต่างมาลงสมัคร “เลือกกันเอง” เพื่อให้ได้เป็นสว.
ด้วยเหตุดังกล่าว วุฒิสภาชุดนี้ถูกสังคมตั้งคำถามและมองว่าอยู่ภายใต้ร่มเงาของ “พรรคสีน้ำเงิน” สว. ชุดนี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโหวตเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. แทนกรรมการคนเก่าที่หมดวาระลง 4 คน ได้แก่
เมื่อพิจารณาประวัติและการทำงานของกรรมการป.ป.ช. เฉพาะที่กำลังดำรงตำแหน่งพบว่ามีกรรมการป.ป.ช. อย่างน้อย 2 คนที่มีประวัติน่าสนใจ
คนแรกคือ สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยสุชาติเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุว่า ให้ สนช. สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ต่อมาในปี 2563 สุชาติได้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยคุณสมบัติการรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.ป. ป.ป.ช.ฯ)
วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 สว. ชุดพิเศษที่มาจากกลไกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติให้ความเห็นชอบสุชาติ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 219 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง ไม่ออกเสียง 8 เสียง และมีบัตรเสีย 2 ใบ แต่ก่อนจะนำชื่อของสุชาติขึ้นทูลเกล้าฯ นั้น ปรากฏว่ามีประเด็นร้องเรียนว่าด้วยคุณสมบัติของสุชาติ เนื่องจาก ระยะเวลาพ้นจากตำแหน่งสนช. ของสุชาติยังไม่พ้น 10 ปี ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 (18) ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.ฯ
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2563 นัฑ ผาสุข เลขาธิการสำนักงานวุฒิสภาระบุว่า คณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช.ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้มีมติชัดเจนว่า ตำแหน่งสนช. ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบเดียวกับสส.หรือสว. เพราะรัฐธรรมนูญเพียงกำหนดให้สนช.ในขณะนั้นทำหน้าที่เป็นสส. และสว.เท่านั้น โดยเป็นเพียงตำแหน่งเฉพาะกิจ ท้ายที่สุดสุชาติก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563
อีกกรณีหนึ่งคือ เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป.ป.ช. ที่ต่อมาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีรับสินบนทองคำหนัก 246 บาท โดยเอกวิทย์เ คยดำรงตำแหน่งต่างๆ เช่น รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนจะดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นตำแหน่งสุดท้าย ในขั้นตอนการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา เอกวิทย์ได้ 6 คะแนน จากคะแนนเต็ม 8 คะแนน ตั้งแต่การลงคะแนนรอบแรก
โดยในช่วงหนึ่งของการสรรหา บุญสม อัครธรรมกุล กรรมการสรรหาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ตั้งคำถามว่าด้วยการ “ทุจริตซ้อนทุจริต” ที่ปรากฏใน การแสดงวิสัยทัศน์ของเอกวิทย์ ซึ่งเอกวิทย์ตอบว่า หมายถึง “ จะต้องไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ”
ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ แถลงสรุปข้อเท็จจริง กรณีที่มีข้อกล่าวหาว่า กรรมการ ป.ป.ช. รับสินบนทองคำหนัก 246 บาท ที่อาจเชื่อมโยงกับสำนวนคดีฟอกเงินของพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยการแถลงดังกล่าวระบุตัวผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6 คน หนึ่งในนั้น คือ เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ในวันเดียวกันนั้นเอง มี รายงาน ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้เปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบงานไต่สวนสำนักตรวจสอบการทุจริตภาครัฐ 1 และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและวิสาหกิจ 1 จากเอกวิทย์ วัชชวัลคุ เป็นภัทรศักดิ์ วรรณแสง จากกรณีดังกล่าวทำให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนเอกวิทย์ ว่ามีพฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง ต่อมาวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานศาลฎีกาได้ลงนามแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจำนวน 9 คน เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีของเอกวิทย์ โดย เป็นครั้งแรกตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.
RELATED TAGS
Read the full article on the publisher site
iLaw →