← Thailand feed

Matichon

เท่าพิภพ ชี้รัฐ รีดเลือดกับปู ขึ้นภาษีขายปลีก ธุรกิจคราฟท์เบียร์ระส่ำ ต้องจ่ายรัฐ50บาท/กระป๋อง

Matichon ·

เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  แวดวงกลุ่มผู้ประกอบการกิจการคราฟท์เบียร์ กำลังเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากกรมสรรพสามิตได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลราคาขายปลีกสินค้า การพิจารณาราคาฐานนิยม และสถานที่ขายสินค้า

ทั้งนี้ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า [รีดเลือดกับปู]  เกิดอะไรขึ้นเมื่อรัฐบาลมีรายจ่ายสูงแต่หาเงินไม่เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการ #ขึ้นภาษี

. ทุกท่านที่เคยได้ยินเรื่อง #craftbeer อาจจะเคยไปลองหากินดูตามร้านค้าร้านอาหารต่างๆ อยากอุดหนุนคนไทยผู้ผลิตรายเล็กรายย่อยกันใช่มั้ยครับ แต่ก็คงพบว่าราคาของเบียร์เหล่านี้มันแพงกว่าเบียร์ตลาดมากกว่า 2-3 เท่าเลยทีเดียว

ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าส่วนหนึ่งเพราะว่าต้นทุนการผลิตของรายย่อยที่ไม่สามารถผลิตให้ได้ในปริมาณมากๆเหมือนกับรายใหญ่ (Economies of Scale) และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากภาษีที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ต้องจ่าย โดยทั่วไปก็ตกอยู่ประมาณกระป๋องละ 30 บาทแล้วครับ ซึ่งก็จะแบ่งเป็นภาษีหลายอย่าง ทั้ง – ภาษีสรรพสามิต – ภาษีเก็บเพิ่มเพื่อท้องถิ่น – และภาษีสมทบกองทุนต่างๆ

ยังไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ Vat อีก 7% ซึ่งจะคิดจากราคาขายสุทธิ ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องรวมต้นทุนทางภาษีที่พูดมาก่อนหน้านี้ บวกเข้าไปก่อนทำการคิด Vat อยู่แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นภาระให้ผู้ประกอบการ และทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าในกลุ่มCraftbeer เมื่อเทียบกับสินค้าของเจ้าตลาด

ผู้ประกอบการรายย่อยหลายรายจึงทยอยล้มหายตายจากไป สำหรับโครงสร้างของภาษีสรรพสามิตสุราในไทยนั้น คิดจาก 2 ค่านี้คือ 1) ตามมูลค่า ปัจจุบันเบียร์ เสียที่อัตรา 22% ของราคาขายปลีกแนะนำ #ยิ่งขายแพงภาษีก็แพงตาม

2) ตามปริมาณ คิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อัตรา 430 บาท ต่อลิตรของแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ #ยิ่งดีกรีเยอะภาษีก็ยิ่งหนัก

Focus กันที่ราคาขายปลีกแนะนำนะ เพราะตรงจุดนี้จะเป็นฐานที่กรมสรรพสามิต เอามาคำนวณภาษี แต่เดิมกรมจะเอาตามที่ผู้ผลิตผู้นำเข้าแจ้ง แต่จากระเบียบใหม่ ที่เพิ่งออกมากลางเดือนมีนาคมนี้ ทำให้กรมจะอิงจากราคาขายปลีกหน้าร้านเป็นหลัก(ไม่รวม VAT)

ผมมองว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ผิดฝาผิดตัวไปสักนิด คือคุณจะเก็บภาษีจากผู้ผลิต แต่ไปอิงราคาขายของร้านที่ส่งถึงผู้บริโภค แบบนี้ถ้าเกิดโรงงานส่งให้ร้าน 100 บาท แล้วร้านเอาไปบวกเพิ่ม เพื่อเป็นกำไรเป็นค่าบริหารจัดการร้าน ขายผู้บริโภค 160 ก็เท่ากับว่าโรงงานต้องโดนภาษีจากราคาขาย 160 ซึ่งเยอะกว่าที่ควรจะเป็นไปมากๆ ทุกวันนี้ภาษีที่โรงเบียร์รายย่อย จ่ายให้กับรัฐก็ตกอยู่ประมาณ 30 บาทต่อ 1 กระป๋องแล้ว

แต่จากระเบียบฉบับใหม่นี้ ภาษีที่ผู้ประกอบการรายย่อยต้องจ่ ายอาจจะสูงถึง 50 บาทต่อกระป๋อง เลยทีเดียว ซึ่งตัวเลขนี้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่ไม่ได้แน่ๆ จากเดิมที่ก็อยู่กันในภาวะ #อยู่ทน อยู่แล้ว ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องมาคิดปรับปรุงระบบภาษีสุราใหม่ เพราะอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอัตราภาษีพิเศษสำหรับผู้ผลิตรายย่อย (Craft Brewers) ซึ่งเสียอยู่ที่ 3.5 ดอลลาร์ต่อบาเรล สำหรับ 60,000 บาร์เรลแรก ซึ่งถือว่าเป็นอัตราภาษีที่น้อยกว่าที่โรงใหญ่จ่ายอยู่ถึง 5 ท่าเลยทีเดียว และเขาก็ไม่ได้มีการเก็บภาษีตามมูลค่าด้วย เขาคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเดียว ซึ่งแฟร์กับทุกฝ่ายมากกว่า

วิงวอนครับ ผมอุตส่าห์ผลักดันแก้กฎหมายมาจนผลิตกันได้แทบจะถ้วนหน้าแล้ว แต่ถ้าธุรกิจรายย่อยจะต้องอยู่กันไม่ได้เพราะเหตุผลทางภาษีแบบนี้ ผมก็เศร้าใจนะครับ เหมือนที่ทำมาทั้งหมดมันสูญเปล่าเลยทีเดียว

ด้านคุณประภาวี หรือบะหมี่  เหมทัศน์  เลขาธิการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์  ได้ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ว่า เรื่องการคิดภาษีจากราคาขายปลีก การคิดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากราคาขายปลีก มีในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่ภาษี คือถ้าจะคิดภาษีราคาปลีก มันควรไปคิดกับร้านผู้เป็นคนขายปลีก และเป็นผู้กำหนดราคาแบบนั้นถึงจะถูกต้อง

Read the full article on the publisher site

Matichon →