iLaw
รวมความผิดปกติเลือกตั้ง 69: รายงานก่อนปิดหีบ รับรองผลก่อนรู้คะแนน
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญครั้งหนึ่ เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นพร้อมกับการลงประชามติ และเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อย่างไรก็ดี ซึ่งผลลัพธ์พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งสส. สูงที่สุดและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “สีน้ำเงิน” ได้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้าในปี 2562 และ 2566 พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิลดลงอย่างน่าใจหาย ตามมาด้วยจำนวนบัตรเสียสูงที่สุด
การเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฎภาพ “ความผิดปกติ” ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งและการนับคะแนน ไปจนถึงการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ภาพปัญหาต่างๆ ถูกเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ตั้งแต่ประเด็นเรื่องการ ซื้อสิทธิขายเสียง ปัญหาการบริหารจัดการในการ เลือกตั้งล่วงหน้า ตลอดจนความคลุมเครือในขั้นตอนการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เช่น ติดกระดาษขีดคะแนนซ้อนทับกัน ทำให้ยากต่อผู้สังเกตการณ์ในการตรวจสอบความโปร่งใส หรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ กปน. ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการรายงานผลคะแนนของ กกต. ยังพบความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ความล่าช้าและการหยุดชะงัก ของระบบรายงานคะแนน ความผันผวนของคะแนนระหว่างการรายงานไปจนถึงความผิดปกติของผลคะแนนที่แสดงให้เห็นว่ามีการปรับแต่งตัวเลขก่อนนำมารายงาน และผลคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% ในบางเขตเลือกตั้งกลับ มีจำนวนน้อยกว่าตัวเลข ที่เคยรายงานไว้ว่าเป็นผลคะแนน 94%
ไอลอว์รวบรวมและประมวลข้อเท็จจริงของความผิดปกติที่ปรากฏ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีประเด็นไหนที่ยังคงเป็นคำถาม ต้องเดินหน้าทวงถามความโปร่งใสและประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในคืนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ทยอยรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ ECT Report และหยุดการรายงานไปในช่วงเวลาเย็นของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยข้อมูลสุดท้ายที่กกต. เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกกต. เอง ปรากฏเป็นตัวหนังสือว่า นับคะแนนไปแล้ว 34,632,581 ใบ ซึ่งบนเว็บไซต์รายงานว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็น 65% อย่างไรก็ดีกกต. อธิบายว่า คะแนนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้จะเผยแพร่เพียง 94% เท่านั้น และจะรายงานผลอย่างเป็นทางการทั้ง 100% ภายหลัง จึงคาดหมายว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงอาจอยู่ที่ประมาณ 69% ซึ่งก็ถือว่าน้อยลงมาก
โดยจากสถิติการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 72.56% การเลือกตั้งเมื่อปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.52% การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.03% การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.69% และการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.71% แนวโน้มของการใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่น่าจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
หลังการเลือกตั้งผ่านไปและการนับคะแนนทุกหน่วยเสร็จสิ้น กกต. ก็ยังไม่ประกาศคะแนนและไม่ประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่สามารถทราบจำนวนนี้จากการรวบรวมยอดผู้มาใช้สิทธิจากทั่วประเทศและสามารถประกาศให้ประชาชนทราบได้เลยตั้งแต่คืนวันเลือกตั้ง หรืออย่างช้าก็ภายในหนึ่งวัน โดยหลังผ่านวันเลือกตั้งไปแล้ว กกต. ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนอีกหลายครั้งโดยยังไม่บอกจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด ขณะที่บนเว็บไซต์ของกกต. ก็ยังคงตัวเลขผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 65% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยผิดปกติไปมาก และตัวเลขจริงอย่างเป็นทางการก็ล่าช้าไปมาก
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานกกต. ประกาศปิดการรายงานผลการเลือกตั้งบนเว็บไซต์ ECT Report และประกาศว่า คะแนนอย่างไม่เป็นทางการบนเว็บไซต์นี้ห้ามนำไปอ้างอิง ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็นเวลา 18 วันหลังการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. จึง ออกเอกสารประชาสัมพันธ์ แจ้งว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงทั้งหมด คือ 37,807,781 คน คิดเป็น 71.42%
หากใช้ตัวเลขนี้เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2566 จะพบว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง 4.29% หรือคิดเป็นจำนวนคนลดลงจาก 39,514,943 เหลือ 37,807,781 หรือลดลง 1,707,192 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงมาก และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ถูกต้องควรเป็นผู้รับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ออกมาเช่นนี้
ขณะที่การรายงานผลคะแนนสดบนเว็บไซต์ ซึ่งกกต. เคยชี้แจงไว้ว่าจะรายงานคะแนนที่ 94% ก็พบว่า ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อใช้ตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิตามที่ประกาศออกมา 37,807,781 คนเป็นตัวตั้ง หมายความว่า การรายงานคะแนน 94% จะต้องรายงานคะแนนให้ได้ถึง 35,539,315 คะแนน แต่บนเว็บไซต์ของกกต. รายงานคะแนนไว้เพียง 34,632,581 คะแนน ที่จริงแล้วการรายงานคะแนนของกกต. ชุดแรก คิดเป็น 91% ไม่ใช่คะแนน 94% ตามที่กกต. เคยอธิบายไว้ ขาดไปอย่างน้อย 906,734 คะแนน
การบริหารจัดการการเลือกตั้ง แบ่งการเลือกตั้งเป็นหน่วยย่อยตามที่อยู่ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยแต่ละหน่วยเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิประมาณ 400-600 คน ในวันเลือกตั้งกกต. กลางก็จะจัดแบ่งบัตรเลือกตั้งกระจายไปตามหน่วยต่างๆ ไม่แจกล่วงหน้าเพราะเกรงว่าจะมีคนนำไปทำบัตรปลอมหรือทำทุจริตอย่างอื่น กรรมการประจำหน่วย (กปน.) มีหน้าที่เบิกบัตรเลือกตั้งในช่วงเช้าของวันเลือกตั้งก่อนเปิดคูหา โดยบัตรเลือกตั้งจะจัดมาเป็นเล่ม เล่มละ 20 ใบ เมื่อได้รับบัตรเลือกตั้งมาแล้วก็จะบันทึกจำนวนบัตรเลือกตั้งที่รับมาเป็นเอกสาร เรียกว่าเอกสาร สส.5/5 ติดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้งนั้น
เพื่อความแน่นอนในการจัดการเลือกตั้งให้รวดเร็วและเรียบร้อย การจัดบัตรเลือกตั้งให้แต่ละหน่วยก็ควรจัดบัตรเลือกตั้งให้มากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเล็กน้อย เผื่อว่ามีผู้มาใช้สิทธิครบจำนวน และมีความผิดพลาดทำให้บัตรเสียหายบ้าง ก็จะได้มีบัตรเลือกตั้งใช้ดำเนินการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้น เช่น หากที่หน่วยเลือกตั้ง A มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 490 คน ก็น่าจะจัดบัตรเลือกตั้งให้อย่างน้อย 500 ใบ หรือให้เป็นจำนวน 25 เล่ม แต่การดำเนินการของกกต. ในปีนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีประชาชนผู้ไปใช้สิทธิจำนวนมากสังเกตเอกสาร สส.5/5 ที่ติดอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้งแล้วพบว่า กปน. รับบัตรเลือกตั้งมาน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้น และส่งรายงานความผิดปกตินี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น นับคะแนนเสร็จสิ้น และกปน. ทุกหน่วยติดเอกสาร สส.5/18 ซึ่งเป็นเอกสารสรุปผลการนับคะแนน จำนวนบัตรดี บัตรเสีย จำนวนบัตรเลือกตั้งที่รับมา ที่ใช้ไป และยังไม่ได้ใช้ทั้งหมด และอาสาสมัครประชาชนก็ถ่ายภาพผลการนับคะแนนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศส่งเข้ามาทางเว็บไซต์ Vote62 จึงตรวจสอบข้อมูลพบว่า แนวทางการปฏิบัติของทุกหน่วยทั่วประเทศเป็นเหมือนกัน คือ กปน. จะได้รับบัตรเลือกตั้ง “น้อยกว่า” จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้นๆ เล็กน้อย โดยผู้จัดสรรบัตรเลือกตั้งจงใจจัดสรรบัตรให้ไม่ครบจำนวนอย่างเป็นระบบ และเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิไม่เต็มจำนวนก็จึงไม่เกิดปัญหาขึ้น
ตัวอย่างเช่น จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอเมืองหาดใหญ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 111 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 596 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 580 ใบ, จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอสบเมย ตำบลป่าโปง หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 782 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 760 ใบ, จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 7 อำเภอพระประแดง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 488 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 480 ใบ, จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 5 อำเภอหนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 437 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 420 ใบ
ในระเบียบกกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. ไม่ได้กำหนดไว้ว่า จะต้องจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้จำนวนเท่าใด จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเจ้าหน้าที่คนใดทำผิดกฎหมาย แต่โดยหลักเหตุผลตามปกติแล้วก็ควรต้องจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้แต่ละหน่วยจำนวนไม่น้อยกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้น นอกจากนี้ใน เอกสารคู่มือการปฏิบัติงาน ของกปน. ที่กกต. จัดทำเผยแพร่เอง ในหน้า 13 ข้อ 2.1.2 เกี่ยวกับการรับวัสดุอุปกรณ์ยังเขียนไว้ว่า จำนวนบัตรต้องมีไม่น้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยที่รับผิดชอบ
นอกจากนี้ก่อนวันเลือกตั้งกกต. ยัง ออกเอกสารชี้แจงต่อสาธารณะ ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่ออย่างละ 55,650,000 ใบ โดยอ้างอิงจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 52,922,923 คน เท่ากับกกต. ตั้งใจพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้เกินกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 2.7 ล้านใบ คิดเป็นบัตรสำรองประมาณ 5% ของบัตรเลือกตั้งทั้งหมด การแจกจ่ายบัตรเลือกตั้งให้กปน. ประจำหน่วยจึงควรแจกบัตรให้มากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 5% ไม่ใช่แจกน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เท่ากับว่า กกต. มีบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์มาแล้วแต่ไม่ได้ใช้งานแน่ๆ และเก็บไว้สำรองอยู่ในมือของกกต. ถึง 2.7 ล้านใบแล้ว และเมื่อยังแจกบัตรเลือกตั้งไม่ครบตามจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีก ราว 10-20 ใบจากทุกหน่วยเลือกตั้ง จึงมีบัตรสำรองที่ไม่ถูกแจกจ่ายไปหน้างานอีก 1-2 ล้านใบที่ถูกเก็บไว้ในมือกกต. ส่วนกลาง โดยไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่า ทำไมกกต. จึงต้องเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์มาแล้วเอาไว้โดยไม่แจกจ่ายออกไปหน้างานมากถึงเพียงนั้น
หลังจากปิดคูหา เวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการนับคะแนนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ แต่ไม่นานหลังจากนั้น กลับพบว่า มีความผิดปกติหลายรูปแบบเกิดขึ้นในการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศ
สถิติเรื่องร้องเรียนว่าด้วยความผิดปกติระหว่างการนับคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติบนเว็บไซต์ vote62.com พบว่า มีจำนวนเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 110 เรื่องด้วยกัน โดยสามารถจำแนกเรื่องร้องเรียนดังกล่าวได้ดังต่อไปนี้
กรณีหลักที่น่าสนใจและทำให้เกิดการสั่งนับคะแนนใหม่ คือ การไม่แสดงบัตรเลือกตั้งที่ขานคะแนน เรียบร้อยแล้วขณะที่นับคะแนน ซึ่งผิดจาก ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่ากรรมการประจำหน่วยที่ทำหน้าที่นับคะแนนนั้นจะต้องแสดงบัตรให้ประชาชนผู้สังเกตการณ์ได้เห็นไปพร้อมกับการขานคะแนนด้วย ไม่ว่าบัตรใบนั้นจะเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย
ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ใน เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งร้องเรียนว่า กรรมการประจำหน่วยไม่แสดงบัตรเลือกตั้งที่ขานคะแนนแล้วให้ผู้สังเกตการณ์ได้เห็น ทำให้ผู้ที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งอยู่ไม่เห็นว่าการขานคะแนนถูกต้องหรือไม่
24 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ชุดใหญ่ได้มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งทั้งสองหน่วย โดย กกต. จังหวัดสุพรรณบุรีได้กำหนดวันนับคะแนนใหม่เป็นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผลปรากฏว่า ผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้สมัครพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่มขึ้น ส่วนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ กกต. จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งเรื่องเพื่อดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาดต่อกปน. ผู้ทำหน้าที่นับคะแนนออกเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป
ทั้งนี้ ประชาชนได้ร้องเรียนความผิดปกติในการนับคะแนนดังกล่าวของเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ในเว็บไซต์ vote62.com ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และยังมีประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนลักษณะเดียวกันผ่านเว็บไซต์ vote62 อย่างน้อย 40 เรื่อง ในหลายเขตเลือกตั้ง เช่น
กรณีการติดแบบขีดคะแนน (แบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/11 (บช)) ซ้อนกัน ทำให้กปน. ต้องมุดเข้าไปขีดคะแนนหลังจากที่ขานคะแนนเรียบร้อยแล้ว เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ผิดปกติจากการนับคะแนนออกเสียงโดยทั่วไป
เอกสารคู่มือการปฏิบัติงาน ของกปน. ที่ กกต. จัดทำและเผยแพร่ระบุว่า หากมีผู้สมัครจำนวนมากและใช้แบบขีดคะแนนมากกว่า 1 แผ่น ให้ติดเรียงกันโดยไม่ซ้อนแผ่น แต่ก็เป็นที่ปรากฏว่า มีหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยที่ติดแบบขีดคะแนนซ้อนกันจนทำให้ประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งไม่สามารถเห็นการขีดคะแนนได้ เช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 74 แขวงดินแดง เขตดินแดง ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 6 กรุงเทพมหานคร ประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งร้องเรียนว่า กปน. ติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน และมุดเข้าไปขีดคะแนน ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบคะแนนที่ขีดไปได้ ลักษณะเช่นนี้ยังเกิดขึ้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดตรัง หน่วยเลือกตั้งที่ 18 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง ทำให้กกต. ชุดใหญ่สั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยทั้งสอง
เว็บไซต์ vote62.com ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับกรณีการติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน และ “แอบ” ขีดคะแนนโดยทำให้ประชาชนที่มาสังเกตการณ์ไม่สามารถเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ขีดคะแนนตรงกับที่ขานหรือไม่ อย่างน้อย 34 เรื่อง โดยที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อประชาชนทักท้วงให้ติดกระดาษขีดคะแนนใหม่ เจ้าหน้าที่ตอบกลับว่า “อันนี้คือแบบที่นายอำเภอส่งมาค่ะ”
ระหว่างการนับคะแนนในช่วงค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกรณีปรากฏว่า บางหน่วยเลือกตั้งเกิดไฟฟ้าดับ ทำให้แสดงสว่างไม่เพียงพอและผู้สังเกตการณ์มองไม่เห็นกระบวนการทำงาน แต่การนับคะแนนยังคงดำเนินต่อไป และที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 18 บริเวณปะรำหน้าหมู่บ้านพฤกษา 10 ในเขตเทศบาลเมืองไทรน้อย เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนนทบุรี มี วีดิโอ จากผู้สังเกตการณ์เผยแพร่ออกมาว่า การนับคะแนนดำเนินต่อไปแม้ไฟดับ แต่ปรากฏว่าพัดลมที่อยู่ในบริเวณหน่วยเลือกตั้งเดียวกันนั้นยังคงทำงานปกติ ต่อมา กกต. ได้สอบข้อเท็จจริง แล้วชี้แจงว่า ขณะดับคะแนนไฟฟ้าไม่ดับ แต่มีไฟส่องสว่างเพียงสองดวง แต่ยังมีแสงไฟฟ้าในหมู่บ้านที่สว่างเพียงพอให้สามารถนับคะแนนต่อไปได้ และในหน่วยนี้ไม่พบกรณีบัตรเขย่ง หรือจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิจริง
นอกจากนี้ เว็บไซต์ vote62…
Read the full article on the publisher site
iLaw →