← Thailand feed

Prachachat

เอกนิติชี้เสี่ยงวิกฤต 5 ระลอก เคาะกู้เงิน 4 แสนล้าน ประคองเศรษฐกิจ

Prachachat ·

ครม.เคาะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “เอกนิติ” ชี้ไทยเสี่ยงเจอวิกฤต 5 ระลอก จากวิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนพุ่ง-ค่าครองชีพ ทุบกำลังซื้อหดตัว กู้เงิน 4 แสนล้านหยุดความเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต” แจงจ่ายเยียวยา-ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการ 2 แสนล้าน จัดสรรอีก 2 แสนล้าน ทำโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ชงสภา 14 พ.ค. ลั่นรักษาวินัยการคลังไม่เกินเพดานหนี้สาธารณะ 70% เผยทุกโปรเจ็กต์ใช้เงินกู้ต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดคลังเป็นประธาน คนละครึ่งพลัสเข้า ครม. 19 พ.ค.นี้ เอกชนมองแค่เยียวยาไม่พอ หวั่นครึ่งปีหลังเอสเอ็มอีไปต่อไม่ไหว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ครม.เห็นชอบการออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก

## หยุดความเสี่ยง “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

“วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากราคาพลังงาน ไปสู่ราคาอาหาร และกำลังกดดันค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติและไม่ใช่สถานการณ์ที่จะรอได้ หน้าที่ของรัฐบาลคือการหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ในระยะถัดไป ซึ่งจะต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด”

โดยร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ใช้เงินชัดเจน 2 ประการ คือ 1) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และ 2) เพื่อเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

“จะดำเนินการใน 2 ทิศทางควบคู่กัน คือ 1.ช่วยเหลือและบรรเทา ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการลดต้นทุนให้กับภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ผ่านการจัดหาปุ๋ย และปัจจัยการผลิตที่จำเป็น 2.ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ ปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ พร้อมลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อให้ประเทศไทยมีต้นทุนพลังงานที่มั่นคง แข่งขันได้ และไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนแบบเดิมอีก พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภาคการผลิตให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกของการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไป”

## เครื่องมือพาไทยพ้นวิกฤต

นายอนุทินกล่าวว่า ด้วยหลักการและเหตุผลที่กล่าวมานี้ พ.ร.ก.ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

“แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่าให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต”

## ไทยเผชิญวิกฤต 5 ระลอก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวเสริมว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลก โดยกระทรวงการคลังเสนอให้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากวิกฤตตะวันออกกลางและกระทบทั้งโลก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ทั้งรุนแรง รวดเร็ว และมาเป็นระลอก

ความรุนแรงจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก ส่วนความรวดเร็วคือ พอราคาน้ำมันสูงจะกระทบคนทันที โดยเฉพาะไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสูง ถูกกระทบทันทีรวดเร็ว และมาเป็นระลอก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ต่างจากอดีตที่มารวดเร็วและทีเดียวจบ เช่นโควิด-19

“ครั้งนี้มาเป็นระลอก ระลอกแรกคือวิกฤตสงคราม ระลอกที่สองคือ วิกฤตราคาน้ำมันสูง ระลอกที่สามคือ วิกฤตต้นทุนสูงขึ้น ระลอกที่สี่ คือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และวิกฤตรอบที่ห้าคือ กำลังซื้อจะหด ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อจะแก้ปัญหาวิกฤตปากท้อง”

## 2 เป้าหลัก พ.ร.ก.กู้เงิน

นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินจะมีประมาณ 11 มาตรา โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินชัดเจน 2 เรื่อง คือ แก้วิกฤตปากท้อง บรรเทาผลกระทบประชาชน และผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่มีกำลังในการรับมือผลกระทบเหมือนกับกลุ่มอื่น

อีกวัตถุประสงค์คือ จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส เพราะประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน
สูงจึงได้รับผลกระทบแรง และยังไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ ดังนั้นจะต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาดมากขึ้น นำประชาชนไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และเตรียมพร้อมในโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพงอาจจะยังคงอยู่ต่อไป ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ไขได้ยาก

## กู้ 4 แสนล.รักษาวินัยการคลัง

นายเอกนิติอธิบายว่า วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะเราต้องการยึดหลักวินัยการคลัง โดยกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าวงเงิน 4 แสนล้านบาทเพียงพอที่จะเยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน 2 แสนล้านและอีก 2 แสนล้านบาทก็เป็นการช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางในอนาคต เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตจะยาวนานเท่าไหร่

“พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อจีดีพีเป็นการเน้นย้ำเรื่องวินัยการเงินการคลัง และแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลามทำให้วิกฤตซ้ำซ้อน วิกฤตซ้อนวิกฤต คือทั้งวิกฤตเงินเฟ้อและกำลังซื้อหด ซึ่งจะยิ่งแก้ยาก ถ้าปล่อยไปตามครรลองโดยไม่เข้าไปแก้ไขก่อน จึงเป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว”

นายเอกนิติระบุว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะเป็นการกู้จากในประเทศทั้งหมด ดังนั้นจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเงิน โดยได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วประเทศไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศสูงมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทถือว่าสบายมาก และดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก ดังนั้นต้นทุนในการกู้เงินจึงถูกมาก และการกู้เงินจะใช้การกู้ตามระยะเวลา ไม่ใช่เป็นการกู้มากองทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นต้นทุนที่กองไว้

## ชง พ.ร.ก.กู้เงินเข้าสภา 14 พ.ค.

นายเอกนิติกล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ไปให้คณะกรรมการกลั่นกรอง พิจารณา แล้วนำเสนอ ครม.ต่อไป

“หน่วยงานรับงบประมาณจะต้องนำเสนอโครงการภายในวันที่ 30 ก.ย. 2569 และสามารถใช้เงินกู้ได้ถึง 30 ก.ย. 2570 เพื่อให้โครงการอยู่ในช่วงวิกฤต”

## แจงโอนงบฯได้ไม่ถึง 5 หมื่นล้าน

ต่อกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วน 2 แสนล้านบาทที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น ไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วน นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้กระทรวงการคลังพิจารณาจากเม็ดเงินทุกส่วน ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันมีไม่เพียงพอโดยรวบรวมมาได้ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท

หากไปใช้งบประมาณในส่วนงบฯ กลาง ที่เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเศษ ซึ่งงบฯ กลางต้องนำไปใช้เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตด้านอื่น ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต้องรอใช้เดือน ต.ค.2569 ไม่สามารถใช้ทันได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน และน่าจะเพียงพอ

“วงเงิน 2 แสนล้านบาทที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น จะเป็นการช่วยลดภาระด้านพลังงานของกลุ่มเปราะบางด้วย ขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาอันดับต้น ๆของเอเชีย อยู่ที่ 7-8% ต่อจีดีพี”

## คนละครึ่งพลัสเข้าครม.19 พ.ค.

ส่วนความชัดเจนโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ไทยช่วยไทย พลัส เป็นหนึ่งในโครงการที่หน่วยงานราชการนำเสนอได้ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในวันที่ 14 พ.ค. ตามนโยบายที่นายกฯ ประกาศไป และจะมีการนำเรื่องเข้า ครม.ในวันที่ 19 พ.ค.นี้

“โครงการคนละครึ่งพลัสจะต้องมีการพิจารณาที่มาของงบประมาณ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการตัดลดงบประมาณจากส่วนต่าง ๆ รวมถึงเงินที่ใช้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ตรงนี้จะนำไปพิจารณาอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าโครงการมีแน่ ซึ่งตามแผนตั้งใจจะเริ่ม 1 มิ.ย.”

สำหรับเรื่องจำนวนสิทธิของประชาชนนั้น นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิปกติ ซึ่งจากการดูงบประมาณในเบื้องต้นคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านสิทธิ อย่างไรก็ดีต้องดูงบประมาณก่อนด้วย

“ส่วนตัวมองว่า 30 ล้านสิทธิก็น่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ขอพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งการเปิดลงทะเบียนคาดจะเริ่มได้ปลายเดือน พ.ค.”

## ตั้งงบฯปี’70 ชำระดอกเบี้ยเงินกู้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.ยังมีมติเห็นชอบระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ประกอบด้วย 1. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….

2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

3. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

4. มอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก.นี้

5. มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้

## หอการค้าหนุนช่วย SMEs

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ยังเป็นปัญหาเดิมที่สะสมอยู่ ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้ออ่อนแรง และถูกซ้ำเติมด้วยต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีการพิจารณาแพ็กเกจเงินกู้4 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีทั้งมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะกลาง-ยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตามในมุมภาคเอกชนเห็นว่า มาตรการเร่งด่วนควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SMEs เป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลายด้าน ขณะที่ยอดขายไม่เติบโตหรือบางรายลดลง จึงต้องการมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนและสภาพคล่องโดยตรง

มาตรการที่ควรเร่งพิจารณา ได้แก่ การช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่ง การดูแลไม่ให้วัตถุดิบสำคัญขาดแคลน โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี พลาสติก และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดในระยะต่อไป แม้ภาระดอกเบี้ยในปัจจุบันจะอยู่ในระดับไม่สูง แต่ปัญหาสำคัญของ SMEs คือ สภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยอดขายไม่โตหรือลดลง แต่ต้นทุนกลับปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออาจกระทบต่อการประคองธุรกิจและการรักษาการจ้างงาน

“โจทย์สำคัญตอนนี้คือทำอย่างไรให้ธุรกิจเดินต่อได้ และรักษาการจ้างงานไว้ เพราะถ้ามีการเลิกจ้างจะยิ่งเพิ่มปัญหาให้เศรษฐกิจมากขึ้น”

## หวั่นครึ่งปีหลังไปต่อไม่ไหว

นอกจากนี้ในการประชุม กกร. วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น่าจะมีการหยิบประเด็นแพ็กเกจเงินกู้ 4 แสนล้านบาทขึ้นมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งด้าน GDP การส่งออก ภาคการผลิตและการจ้างงาน หลัง ครม.มีข้อสรุปมาตรการที่ชัดเจน เพื่อจัดทำข้อเสนอสะท้อนต่อรัฐบาลให้มาตรการช่วยเหลือครอบคลุมทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ดีหากมาตรการเน้นเพียงการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ หรือมาตรการในลักษณะ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตจริง จึงควรมีมาตรการเฉพาะสำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ควบคู่ไปด้วย ครึ่งหลังปี 2569 ถือเป็นช่วงที่น่ากังวล หากวัตถุดิบเติมไม่ทันอาจทำให้สินค้าบางรายการขาดแคลน

ขณะเดียวกันราคาสินค้าอาจต้องปรับขึ้นตามต้นทุน หากผู้ประกอบการผลิตแล้วขาดทุนต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องหยุดผลิต ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาใหม่ คือ “มีเงินแต่ซื้อของไม่ได้” ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลใช้แพ็กเกจเงินกู้ 4 แสนล้านบาทเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยเฉพาะการประคองผู้ประกอบการฐานราก ลดแรงกดดันด้านต้นทุน เสริมสภาพคล่อง และรักษาการจ้างงาน มากกว่าการอัดฉีดกำลังซื้อระยะสั้นเพียงด้านเดียว เพราะหาก SMEs รับไม่ไหวผลกระทบจะลามจากภาคการผลิตไปถึงรายได้แรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม

## ห่วงเอสเอ็มอีปิดกิจการ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์วิกฤตโลกส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงาน ต้นทุนผู้ประกอบการ เกษตรกร ค่าครองชีพแรงงานและประชาชนอย่างมากรวมทั้งกำลังซื้อลด รายได้หดหาย ตลอดจนการแบกภาระหนี้ท่วมท้น สัญญาณเสี่ยงรุนแรงทางเศรษฐกิจที่ลากยาว และอ่อนไหวต่อเอสเอ็มอีและเกษตรกรด้วยการประคองตัวรอดไม่ต้องถึงขยายตัวเติบโตยังน่าเป็นห่วง มีโอกาสมากที่จะเห็นการปิดกิจการเกิดขึ้นอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ หากรัฐบาลยังแก้ไม่ถูกทาง

### ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- กระทรวงเกษตรฯ เร่งเครื่อง ‘ปุ๋ยอินทรีย์’…

Read the full article on the publisher site

Prachachat →